แผลเก่า (2520)

มิถุนายน 12, 2011 ใส่ความเห็น Go to comments

สตาร์พิคส์ – REPLAY

แผลเก่า (2520) คิดถึงคุณเชิด

ประวิทย์ แต่งอักษร

            ถ้าไม่นับโปรแกรมของการหวนรำลึกถึงผลงานของคนทำหนังที่สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้กับอุตสาหกรรม-ซึ่งถูกผนวกไว้เป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ โอกาสที่ผู้ชมโดยเฉพาะในบ้านเราจะได้ดูหนังของผู้กำกับคนหนึ่งคนใดในลักษณะของการแสดงออกถึงความซาบซึ้งและความคารวะ, ย้ำเตือนความทรงจำ หรือย้อนกลับไปตรวจสอบคุณค่าในด้านหนึ่งด้านใด ในรูปของการฉายในโรงภาพยนตร์ด้วยแผ่นฟิล์มเป็นการเฉพาะ-ต้องนับเป็นเรื่องยากเย็น ด้วยเหตุผลสำคัญเพราะการนำหนังเก่ากลับมาฉายใหม่-ไม่ใช่ประเพณีที่ได้รับความนิยม รวมทั้งเป็นกิจกรรมที่ไม่ค่อยจะได้รับการตอบสนองอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจริงๆจังๆ

ตัวอย่างล่าสุดได้แก่กรณีเมื่อปีกลายนี้เอง-ที่สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ร่วมกับบริษัทไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น นำเอาหนังเรื่อง “ด้วยเกล้า” (2530) ของคุณบัณฑิต ฤทธิ์ถกลกลับมาบูรณะใหม่ทั้งทางด้านภาพและเสียง เพื่อจัดฉายในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 60 ปี ทั้งๆที่ไม่มีข้อสงสัยในคุณภาพของผลงาน และกาลเวลาที่ผ่านพ้น-ก็ไม่ได้ทำให้ตัวหนังพ้นยุคพ้นสมัยแต่อย่างใด กลับจะยิ่งมีความหมายในแง่ของการช่วยให้ผู้ชมได้มองเห็นบางแง่มุมของสังคมไทยเมื่อยี่สิบปีที่แล้วในมิติที่ล้ำลึก แต่ปรากฏว่า กระแสของการให้การสนับสนุน-อยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่าเงียบเหงาเหลือเกิน

ด้วยเหตุนี้เอง การที่มูลนิธิหนังไทย ร่วมกับครอบครัวของคุณเชิด ทรงศรี และอีกหลายหน่วยงาน-จัดฉายหนังของคุณเชิดภายใต้ชื่อ “สัปดาห์ภาพยนตร์ เชิด ทรงศรี” ในระหว่างวันที่ 21-30 กันยายน ปี 2550 ณ โรงภาพยนตร์แกรนด์ อีจีวี จึงนับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญทั้งกับผู้จัดและผู้ชมในการพิสูจน์บทบาทของตัวเอง(ซึ่งจนถึงป่านนี้ คงจะรู้แล้วว่า-ผลลัพธ์เป็นอย่างไร) ขณะเดียวกัน-ก็ถือเป็นนิมิตหมายอันหาได้ยากที่ผู้ชมจะได้สัมผัสกับผลงานทรงคุณค่าถึง 5 เรื่อง ของคนทำหนังไทยชั้นครูผู้ซึ่งทำหนังที่สามารถกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า ไม่มีคนทำหนังในปัจจุบันคนไหนกล้าทำอย่างนี้อีกแล้ว

อย่างที่คนที่เติบโตทันได้ดูหนังของคุณเชิดรู้กัน เอกลักษณ์อันโดดเด่นที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร-ก็คือความสามารถในการถ่ายทอดวิถีชีวิตของความเป็นไทยแบบพื้นบ้านที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาได้อย่างเข้าถึงแก่นแท้และจิตวิญญาณ โดยอ้อม มันเป็นการเรียกร้องให้ผู้คนในสังคมสมัยใหม่ได้ตระหนักถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมของไทยที่มักจะถูกหลงลืม และกำลังถูกวิถีชีวิตแบบตะวันตกครอบงำ และนั่นทำให้คำประกาศเจตนารมณ์ในการสร้างหนังของคุณเชิด-ที่เคยบอกในทำนองว่า หนังของเขาเป็นการสำแดงความเป็นไทยให้ประจักษ์ต่อชาวโลก จึงไม่ได้เป็นเพียงคำอวดอ้างที่เลื่อนลอย หากสะท้อนถึงตัวตนตลอดจนจุดยืนทางความคิดของคุณเชิดอย่างมั่นคงแน่นหนาและไม่เคยเปลี่ยนแปลง

หนังของคุณเชิดที่ได้รับการนำกลับมาฉายเพื่อหวนรำลึกและแสดงความคารวะหลังจากที่คุณเชิดอำลาโลกใบนี้ไปได้ปีเศษๆ ได้แก่ผลงานสำคัญที่สร้างชื่อทั้งสิ้น อันได้แก่ “แผลเก่า” (2520), “เพื่อนแพง” (2526), “พลอยทะเล” (2530), “ทวิภพ” (2533) และ “อำแดงเหมือนกับนายริด” (2537) ข้อน่าสังเกตก็คือ หนังเหล่านี้ยังไม่เคยได้รับการผลิตในรูปแบบของดีวีดี. และนั่นยิ่งทำให้คุณค่าและความหมายของการถูกนำมาฉายอีกครั้ง-เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว

ไม่ว่าจะอย่างไร ในบรรดาผลงานทั้งหมดของคุณเชิดซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 18 เรื่อง ไม่มีข้อกังขาแม้แต่น้อยนิดเลยว่า เรื่องที่ถือเป็นจุดสูงสุดในอาชีพการทำหนังของคุณเชิด สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย ได้แก่เรื่อง “แผลเก่า” (หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า The Scar) นั่นเอง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นด้วยความบังเอิญหรือเจตนา การกลับคืนสู่จอเงินอีกครั้งของตัวหนัง-นับเป็นวาระที่ครบรอบ 30 ปีพอดี

แต่ในขณะที่ใครๆพากันจดจำหนังเรื่อง “แผลเก่า” ในฐานะของผลงานอมตะที่ได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญจากทั่วทุกทิศทาง เบื้องหลังของความสำเร็จ-นับว่าระหกระเหินทีเดียว ข้อมูลจากบทความ “เชิด ทรงศรี เราจักสำแดงความเป็นไทยต่อโลก!” ที่ปรากฏอยู่ในสูจิบัตรรางวัลภาพยนตร์ไทย ประจำปี 2545 เมื่อครั้งที่คุณเชิดได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จจากชมรมวิจารณ์บันเทิง-ระบุว่า เขาสร้างหนังเรื่อง “แผลเก่า” อย่างชนิดที่พร้อมจะเผชิญการขาดทุน ทั้งนี้เพราะตระหนักดีว่า กระแสของตลาดหนังไทยตอนนั้น-ไม่ใช่ช่วงเวลาของหนังที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบโบราณ ซึ่งถูกมองว่าล้าหลังและพ้นยุคสมัย โดยเฉพาะหนังที่พระเอกขี่ควายและไม่ใส่เสื้อ และเนื้อหาที่ลงเอยด้วยความตายของพระเอกนางเอกในตอนท้ายเรื่อง

แต่เหตุผลที่คุณเชิดยังคงเดินหน้าทำ “แผลเก่า” ต่อไป-ก็เพราะเขาต้องการจะสร้างหนังที่แสดงออกถึงความเป็นไทยในสมัยที่คุณย่าซึ่งคุณเชิดผูกพันและเคารพรัก-ยังมีชีวิต หรือเมื่อราวๆเจ็ดสิบปีที่แล้ว และได้วางแผนการระดมงบประมาณการสร้างอย่างแยบยลด้วยการทำหนังตลกสองเรื่อง อันได้แก่ “ความรัก” (2516) กับ “พ่อไก่แจ้” (2520) เพื่อนำผลกำไรมาเป็นต้นทุน

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญ-ก็คือ หลังจากที่หนังถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ กลับไม่ปรากฏว่ามีผู้ค้าหนังหรือสายหนังยอมซื้อ “แผลเก่า” ไปฉาย เพราะมองไม่เห็นวี่แววว่าหนังจะคืนทุน แต่ด้วยคุณค่าของตัวผลงาน และวิสัยทัศน์อันแหลมคมของผู้ชม กลายเป็นว่าการคาดคะเนของบรรดาสายหนัง-ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เพราะหลังจากที่ “แผลเก่า” ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์พร้อมกันถึงหกโรงในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2520 กระแสตอบรับ-เป็นไปอย่างอึกทึกครึกโครม นอกจากตัวหนังจะสามารถยืนระยะการฉายเป็นเวลายาวนานหลายเดือน ตัวเลขรายได้ยังพุ่งขึ้นไปถึง 13 ล้านบาท (ในช่วงที่ราคาตั๋วหนังอยู่ราวๆ 15-30 บาท) ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีหนังเรื่องไหนไม่ว่าของไทยหรือเทศ-เคยทำได้มาก่อน

ในแง่ของผลรางวัลและคำชื่นชม “แผลเก่า” ได้รับรางวัลชนะเลิศ (กรังด์ปรีซ์) จากการประกวดภาพยนตร์ในงาน Festival des 3 Continents ที่เมืองนองต์ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2524 รวมทั้งอีกสามรางวัลตุ๊กตาทองของสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิง แต่ดัชนีที่อาจใช้บ่งชี้ถึงความคงทนถาวรต่อการพิสูจน์ด้วยกาลเวลา-ก็คือการที่หนังไม่เคยถูกลืม และยังคงได้รับการนำกลับมาฉายซ้ำเป็นครั้งคราว เหนืออื่นใด ในปี 2536 หลังจากการออกฉายของหนังเรื่อง “แผลเก่า” ผ่านพ้นไป 16 ปี นิตยสาร “ฟิล์มวิว” เคยสำรวจความคิดเห็นของบุคคลในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และนักวิจารณ์รวมทั้งสิ้น 49 คน (อาทิ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล, ยุทธนา มุกดาสนิท, บัณฑิต ฤทธิ์ถกล ฯลฯ) เกี่ยวกับหนังไทยที่บุคคลเหล่านี้คิดว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา ผลปรากฏว่า “แผลเก่า” เป็นหนังที่ได้รับเลือกให้อยู่ในอันดับที่สอง และเป็นรองเพียงแค่ “ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น” ของท่านมุ้ยเพียงเรื่องเดียว

กล่าวสำหรับคุณภาพของฟิล์มที่ถูกนำกลับมาฉายคราวนี้-ต้องถือว่าอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดี และโครงสีหลักๆก็ยังอยู่ครบครัน รวมทั้งระบบเสียงก็ถือได้ว่าแจ่มชัด แต่ที่นับว่าน่าทึ่งไปกว่านั้นก็คือ ในแง่ของเนื้อหาและกลวิธีการนำเสนอ “แผลเก่า” ของคุณเชิดยังคงสามารถสร้างความสนุกสนานบันเทิง และแน่นอนที่สุด ความสะเทือนอารมณ์ให้กับผู้ชมในสามสิบปีให้หลังได้ไม่แตกต่างจากครั้งแรกที่ออกฉายเลย

ฉากหลังของหนังเรื่อง “แผลเก่า” ได้แก่ทุ่งบางกะปิ ชานเมืองพระนครในช่วงราวๆพุทธศักราช 2479 หรือตรงกับยุคสมัยของรัชกาลที่ 8 (ข้อน่าสังเกตก็คือ มันเป็นปีที่นิยาย “แผลเก่า”ของไม้ เมืองเดิมได้รับการตีพิมพ์ ซึ่งหมายความว่า ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือเรื่องร่วมสมัย ไม่ใช่การย้อนอดีตแต่หนหลัง) ขณะที่เค้าโครงเรื่องก็เป็นอย่างที่หลายคนคงมองเห็นว่า น่าจะได้รับอิทธิพลไม่มากก็น้อยจากบทละครเรื่อง Romeo and Juliet ของวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ เนื่องจากมีความละม้ายคล้ายคลึงในหลายส่วนด้วยกัน ตั้งแต่พล็อตหลักที่เกี่ยวข้องกับความรักท่ามกลางความชิงชังเคียดแค้นของสองตระกูล ไปจนถึงส่วนปลีกย่อย อาทิ การแนะนำตัวละครเอกทั้งสองคนในงานเต้นรำ (ในกรณีของ “แผลเก่า” ก็คืองานรำวง), การลักลอบได้เสียกัน(ดังจะเห็นได้จากในฉากสุดท้าย ทั้งเรียมและขวัญเรียกกันและกันว่าผัว-เมีย), ความเข้าใจผิด-ซึ่งนำไปสู่เหตุโศกนาฏกรรม และบทสรุปในตอนท้ายที่จบลงด้วยการที่ฝ่ายหญิงปลิดชีวิตตามคนรักของนาง

อย่างไรก็ตาม บทประพันธ์ “แผลเก่า” ของไม้ เมืองเดิมก็ไม่ได้ถูกล่ามไว้กับบทละครของเช็คสเปียร์ จนสูญเสียความเป็นตัวเอง ในทางกลับกัน โครงเรื่องดังกล่าวกลับถูกใช้เป็นช่องทางในการถ่ายทอดวิถีชีวิตแบบไทยลูกทุ่ง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อและความศรัทธาของตัวละครได้อย่างน่าอัศจรรย์ และนั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงการสอดแทรกทัศนคติของผู้เขียน-ต่อหลายๆเรื่องราว ตั้งแต่วิถีของความเป็นลูกผู้ชาย, การเทิดทูนบูชาความรักเหนือกว่าเงินทอง ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างสังคมชนบทกับสังคมเมือง, การใช้ชีวิตอย่างตะวันตกที่ทีละน้อย มันหล่อหลอมให้ตัวละครหลงลืมกำพืดของตัวเอง

ไม่ว่าใครก็ตามที่เคยได้อ่านนิยายเรื่อง “แผลเก่า” จะวาดภาพของ ’ไอ้ขวัญ’ กับ ’อีเรียม’ ไว้ในมโนทัศน์อย่างไร อย่างหนึ่งที่ไม่มีทางที่ใครจะปฏิเสธได้เลยก็คือ การคัดเลือกคุณสรพงษ์ ชาตรีและคุณนันทนา เงากระจ่างสำหรับบทดังกล่าว-ถือเป็นสุดยอดของความเหมาะเจาะลงตัวทั้งในแง่ของบุคลิกลักษณะของนักแสดงและรูปโฉมโนมพรรณ และด้วยฝีไม้ลายมือในทางการแสดงของทั้งสองคน-ก็ยิ่งช่วยบันดาลให้ขวัญกับเรียมไม่เพียงเป็นตัวละครที่มีเลือดมีเนื้อขึ้นมา หากผู้ชมยังรักใคร่เอ็นดูและห่วงใยผูกพัน

แต่กล่าวอย่างถี่ถ้วน นั่นก็ยังไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม และองค์ประกอบในส่วนบทภาพยนตร์ (“รพีพร” และธม ธาตรี) กับงานด้านกำกับ-ก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการพัฒนาตัวละครทั้งสองอย่างพิถีพิถันและรัดกุม

ในตอนเปิดเรื่อง หนังให้เห็นว่าขวัญกับเรียมไม่ได้เริ่มต้นในฐานะคนที่ชอบพอกัน ตรงกันข้าม กลับจะเกลียดชังกันและกัน-ตามความขัดแย้งดั้งเดิมระหว่างผู้เป็นพ่อของคนทั้งสอง ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวพันกับการที่กำนันเรือง (สุวิน สว่างรัตน์) กับผู้ใหญ่เขียน (ส.อาสนจินดา) พิพาทบาดหมางกันเรื่องที่ฝ่ายแรกบุกรุกที่นาและแพ้ความ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีอยู่ในตัวนิยายก็คือการที่กำนันเรืองกับผู้ใหญ่เขียนหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน อันได้แก่แม่เริ่ม (ศิรินทิพย์ ศิริวรรณ) ผู้ซึ่งลงเอยด้วยการเลือกอยู่กินกับกำนันเรือง ทว่าไม่ใช่ด้วยเหตุผลของความรัก แต่เป็นเรื่องของเงิน และในเวลาต่อมา นางก็ยอมรับว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งร้ายแรง และนางต้องใช้ชีวิตในสภาพที่ไม่แตกต่างจากการ ‘ตกนรกทั้งเป็น’

แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า บทของแม่เริ่มซึ่งไม่มีความสลักสำคัญในฉบับนิยาย (อันที่จริง ตัวละครนี้ไม่มีทั้งชื่อให้เรียกและบทพูด) ถูกขยายให้ใหญ่โตขึ้นมา-ก็เพื่อให้ผู้ชมและบางที รวมถึงเรียมได้ตระหนักว่า ผลลัพธ์ของการปฏิเสธความรัก และเลือกความสุขสบายในทางวัตถุ-มันทุกข์ทรมานเพียงใด

แต่ก่อนที่หนังจะพาทั้งผู้ชมและตัวละครไปเผชิญกับความขัดแย้งที่ไม่มีวี่แววว่าจะสามารถสะสางลงได้อย่างไร ช่วงของการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างขวัญกับเรียมในราวๆครึ่งชั่วโมงแรกซึ่งได้รับการนำเสนอในลักษณะของแนวเรื่องแบบพ่อแง่แม่งอน-ดำเนินไปอย่างเปี่ยมด้วยสีสัน, อารมณ์ขัน และเสน่ห์ดึงดูดชวนให้ติดตาม เหนืออื่นใด มันทำหน้าที่อธิบายทั้งบุคลิกและความนึกคิดของตัวละครได้สมบูรณ์ โดยเฉพาะเจ้าขวัญที่เป็นแบบฉบับของหนุ่มลูกทุ่ง-ที่นอกเหนือจากความเป็นคนรักสนุก และร้องเพลงยี่เกได้ทั้งวัน เขายังเป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ ยึดมั่นในความรัก, ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรือกลโกง และไม่เคยรังแกใคร ขณะที่เรียมซึ่งเป็นคนแข็งนอก แต่อ่อนใน-ก็พบว่านอกจากตัวเองจะไม่อาจต้านทานการรุกเร้าของเจ้าหนุ่มแห่งทุ่งบางกะปิรายนี้แล้ว ลึกๆในจิตใจของนางก็ยังไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกแท้จริง

ทว่ายิ่งเวลาผ่านไป ลักษณะทีเล่นทีจริงในพฤติกรรมของตัวละครก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ และในที่สุด ทั้งขวัญกับเรียมก็พากันมาถึงจุดที่ต้องช่วยกันครุ่นคิดว่าจะจัดการกับอุปสรรคที่ขัดขวางความรักของทั้งสอง-อย่างไร และเพื่อตอกย้ำให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงความคอขาดบาดตายของเหตุการณ์ที่เฝ้าคอย รูปแบบการเล่าเรื่องก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

แจ้งชัดที่สุดได้แก่การตัดต่อที่ในช่วงก่อนหน้านี้-เน้นการรักษาความต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่าcontinuity editing และการเปลี่ยนภาพ-ก็เป็นไปตามเหตุและผลของเวลา, สถานที่และเรื่องราว แต่ในฉากที่เรียมปรับทุกข์กับขวัญบริเวณชายคลองตอนกลางวัน-ทำนองว่า นางไม่รู้ว่าเรื่องจะลงเอยอย่างไร-ถ้าพ่อกับพี่ชายล่วงรู้เรื่องของคนทั้งสองเข้า ทันใดนั้นเอง หนังก็ใช้การตัดภาพแบบ dynamic cut (ที่เรียกร้องความสนใจในตัวมันเอง) ไปบนเวทีลิเกตอนกลางคืน และต่อเชื่อมประโยคที่เรียมเอ่ยค้างไว้ผ่านคำพูดของนักแสดงบนเวที-อย่างได้ใจความสรุปได้ว่า เรื่องก็คงจะบานปลายถึงขั้นฆ่าแกงกัน

อันที่จริง การแสดงบนเวทีลิเก-ยังถูกใช้ในบทบาทของการตัดสลับเปรียบเปรยกับเหตุการณ์จริงได้อย่างคมคายในอีกฉากที่จ้อย (เศรษฐา ศิระฉายา) เจ้าพ่อเมืองมีน-พยายามจะรวบหัวรวบหางเรียมในป่าเปลี่ยวยามวิกาล และมันบอกอย่างจะแจ้งถึงการพยายามใช้อานุภาพของภาษาหนัง-เพื่อเขย่าอารมณ์ผู้ชม ทั้งหลายทั้งปวง เทคนิคในส่วนอื่นๆ-ก็ถูกใช้สอยอย่างได้ผลไม่แพ้กัน อาทิ งานกำกับภาพในหลายๆช่วง-ที่ทำหน้าที่ทั้งในการทดแทนคำพูดของตัวละคร และช่วยขยายขอบเขตของความสะเทือนอารมณ์ได้อย่างมีพลัง หนึ่งในนั้น-ได้แก่การเคลื่อนกล้องแบบดอลลี่จากวงเหล้าที่เจ้าจ้อยเลี้ยงดูปู่เสื่อพ่อกำนันกับเจ้าเริญ (กิตติ ดัสกร) พี่ชายของเรียม-ไปจับที่แม่เริ่มในขนาดภาพปานกลางที่นั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพังตรงบันไดบ้าน และเส้นแนวนอนของขั้นบันไดที่พาดขวางเบื้องหน้าตัวละคร-ก็ตอกย้ำสภาวะที่เหมือนถูกคุมขัง และไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือลูกสาวของนาง(ที่ถูกคุมขังเช่นกัน)ได้อย่างใด หรือดนตรีประกอบที่ล้วนแล้วใช้เครื่องดนตรีไทยบรรเลง-ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนเนื้อหาตามหน้าที่พื้นฐานของมันแล้ว ยังสร้างเสริมบรรยากาศของความเป็นไทยได้อย่างวิเศษยอดเยี่ยมเหลือเกิน

            แต่ฉากที่กล่าวได้ว่าสามารถสะกดผู้ชมให้ต้องนิ่งงันไป-ก็คือไคลแม็กซ์ในช่วงท้ายที่เรียมเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองพร้อมกับคนรัก ส่วนที่เป็นความกล้าหาญอันน่าทึ่งของคุณเชิดและทีมงานก็คือ การที่หนังไม่เพียงพาผู้ชมไปร่วมรู้เห็นเป็นพยานต่อความรักของทั้งสองคนใต้ผิวน้ำซึ่งนับเป็นภาพบีบคั้น (ผลงานการถ่ายของท่านมุ้ย) หากยังเลือกที่จะไม่ให้เราได้ยินเสียงอะไรเลย และมันยิ่งทำให้ความน่าสมเพชเวทนาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เป็นไปได้ว่า การใส่เสียงดนตรีประกอบเข้ามา-จะไม่ก่อให้เกิดความน่าสลดหดหู่อย่างนี้

            กล่าวในที่สุดแล้ว ในขณะที่หนังเรื่อง “แผลเก่า” ของคุณเชิด-มักจะถูกนึกถึงในฐานะอนุสรณ์ความรักอันซาบซึ้งตราตรึงของขวัญกับเรียม แต่อย่างหนึ่งที่ถูกสอดแทรกไว้อย่างมีนัยสำคัญ-ก็คือด้านที่เลวร้ายและอัปลักษณ์ของระบบทุนนิยม, วัตถุนิยมและวิถีชีวิตสมัยใหม่ของสังคมเมือง แม่เริ่มเป็นคนแรกที่เดินไปติดกับดักของเงินตรา และต้องลงเอยด้วยการตรอมใจตาย ถัดมาได้แก่กำนันเรืองที่นำที่นาไปจำนองไว้กับคุณนายทองคำ (สุพรรณ บูรณะพิมพ์) ที่บางกอกและนำเงินไปกินเหล้าและเล่นการพนัน จนในที่สุด ไม่มีปัญญาชดใช้หนี้สินที่พอกพูนและต้องเลือกวิธีขายลูกสาวให้ไปเป็นทาสคุณนาย นั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงจ้อยที่อาศัยความได้เปรียบในฐานะทางเศรษฐกิจ-เป็นเล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการ

            อีกสองคนที่ติดยึดกับวัตถุและมีความเป็นมนุษย์อยู่น้อยพอกัน-ก็คือคุณนายทองคำ กับสมชาย (ชลิต เฟื่องอารมย์) หนุ่มสังคมชั้นสูงที่มาติดพันเรียม คนแรกเพิ่งจะเสียลูกสาวที่ชื่อโฉมยงได้ไม่นาน แต่ในทันที่เห็นว่าเรียมหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงลูกสาวผู้วายชนม์-ก็ทึกทักว่ามันเป็นของที่สามารถใช้ทดแทน มันบอกโดยอ้อมว่า-คุณนายทองคำไม่ได้มองเห็นเรียมเป็นผู้เป็นคน และยึดถือเป็นเพียงสิ่งที่ย้ำเตือนความทรงจำ สมมติเล่นๆว่าถ้าเรียมไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกับลูกสาวของคุณนาย เป็นไปได้สูงว่าหญิงสาวคงจะไม่ได้รับการชุบเลี้ยงอย่างออกหน้าออกตาเพียงนี้ ส่วนคนหลังมาพร้อมกับการคุกคามของวิถีแบบตะวันตก ตั้งแต่เรือยนต์, เหล้าฝรั่ง และอาวุธที่มีพิษสงร้ายกาจยิ่งกว่ามีดดาบของขวัญหลายเท่าตัว นั่นก็คือปืนพกที่ใช้ปลิดชีพไอ้หนุ่มแห่งทุ่งบางกะปินั่นเอง

            หรือถ้าจะแจกแจงให้ครบถ้วนจริงๆ แม้กระทั่งตัวเรียมก็ไม่ได้วิเศษไปกว่าใคร เพราะผู้ชมได้เห็นว่าหลังจากเข้าไปอยู่พระนครได้สามปี หญิงสาวก็เปลี่ยนไปเกือบจะเป็นคนละคน คำที่เรียมเรียกขวัญว่า ‘นายขวัญ’ ในตอนที่พบกันครั้งหลัง-บอกถึงการยกฐานะทางชนชั้นของตัวเองเหนือกว่าหนุ่มบ้านนอกโดยปริยาย รวมทั้งน้ำเสียงและคำพูดคำจา-ก็ยังแฝงไว้ด้วยท่าทีดูถูกเหยียดหยามในที แต่ก็ยังนับว่าทั้งคนเขียนเรื่องและคนทำหนังให้ความเมตตาปรานีกับตัวละครและผู้ชมตรงที่ในที่สุดแล้ว ก็เปิดโอกาสให้เรียมได้สติและตระหนักในคำสั่งเสียของผู้เป็นแม่ก่อนตายที่บอกว่า ถ้าหากจะนางต้องเลือกระหว่างความรักกับเงินตรา ก็จงเลือกความรัก

นั่นส่งผลให้การที่เรียมกระโจนเข้าไปสู่ความตายในตอนท้าย-ไม่ใช่ความพ่ายแพ้หรือการยอมจำนนต่อโชคชะตาของตัวละคร หากเป็นการประกาศชัยชนะของความรักเหนืออำนาจเย้ายวนของทรัพย์สินเงินทอง และวิถีชีวิตในแบบวัตถุนิยม

 

“แผลเก่า” (2520)

กำกับ, อำนวยการสร้าง-เชิด ทรงศรี/บทภาพยนตร์-รพีพร, ธม ธาตรี จากบทประพันธ์ของไม้ เมืองเดิม/ถ่ายภาพ-กวี เกียรตินันท์, โสภณ เจนพานิช, สุทัศน์ บุรีภักดี, สมชัย ลีลานุรักษ์/กำกับศิลป์-อุไร ศิริสมบัติ/ดนตรีประกอบ-เสรี หวังในธรรม/ผู้แสดง-สรพงษ์ ชาตรี, นันทนา เงากระจ่าง, ส.อาสนาจินดา, สุพรรณ บูรณะพิมพ์, เศรษฐา ศิระฉายา, ศรินทิพย์ ศิริวรรณ, สุวิน สว่างรัตน์, กิตติ ดัสกร, ชลิต เฟื่องอารมย์/สี/จัดจำหน่ายโดยสหมงคลฟิล์ม/ความยาว 130 นาที

About these ads
  1. แมว
    มีนาคม 2, 2012 ที่ 12:59 am

    “…ถ้าหากจะนางต้องเลือกระหว่างความรักกับเงินตรา ก็จงเลือกความรัก”

    ก็น่าคิดว่า คำถามเดียวกันนี้ หากเอามาถามใหม่ในปัจจุบัน คำตอบจะเปลี่ยนไปหรือไม่

    เอาเข้าจริงๆก็อาจจะหนักไปถึงขั้นที่ว่า จะมีคนถามคำถามอย่างนั้นอยู่อีกละหรือ???

  2. antcorleone
    สิงหาคม 20, 2012 ที่ 1:45 pm

    หนังไทยที่ผมชอบมากที่สุด อยากให้ทำออกมาเป็น DVD จังเลย

    • สิงหาคม 21, 2012 ที่ 11:47 pm

      เท่าที่ทราบ เห็นจะยังไม่วี่แววอ่ะครับ คงต้องหาดูหนังเรื่องนี้จากฟิล์ม ซึ่งก็น่าจะกลับมาฉายได้เรื่อยๆ และฟิล์มของหนังเรื่องนี้ก็อยู่ในสภาพดี

  3. toin
    ตุลาคม 8, 2012 ที่ 9:20 pm

    เคยไปดูในโรงหนังตอนเด็กๆ เป็นหนังไทยที่ตรึงใจจนถึงทุกวันนี้ ขนาดอายุไม่ถึงสิบขวบ จำได้ว่าร้องไห้ตอนที่ขวัญไปรำพันกับต้นไทรตอนที่เรียมหนีไป กับตอนจบที่ตายในน้ำ แบบเศร้ามาก จำภาพได้ไม่ลืมจนเดี๋ยวนี้ครับ ดูโรมิโอ-จูเลียตก็ยังประทับใจไม่เท่าเลย อยากให้ทำเป็นดีวีดีจริงๆ จะซื้อเก็บทันทีถึงราคาแพงก็ตาม ถ้าฟิล์มเกิดเสียหายทีหลัง คงน่าเสียดายมาก

    • ตุลาคม 8, 2012 ที่ 10:52 pm

      เท่าที่ได่ดูครั้งหลังสุด ฟิล์มอยู่ในสภาพค่อนข้างดี สีสันครบถ้วน และไม่ค่อยมีรอยขีดข่วน
      และความรู้สึกของผมต่อตัวหนังก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับตอนดูครั้งแรก ผมก็อยากให้ทำเป็นdvd เพราะคนดูรุ่นหลังจะได้มีโอกาสสัมผัสคุณค่าอันงดงามของหนังเรื่องนี้ แต่ทั้งหลายทั้งปวง คงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทายาทคุณเชิดน่ะครับ

  4. toin
    ตุลาคม 31, 2012 ที่ 12:41 pm

    แล้วจะทำยังไงให้ทายาทคุณเชิดเขาทราบความต้องการของแฟนหนังละครับ ถ้ากลัวเรื่องแผ่นผีออกตามมา ผมว่าชาตินี้เราคงไม่มีวันได้ดูในสื่อดีวีดีแน่ อีกอย่างถ้าจะต้องไปตามดูจากเทศกาลหรือการจัดตามวาระ มันไม่ใช่จะสะดวกกับทุกๆคน ไม่เหมือนดูในบ้านที่อยากดูเมื่อไหร่ก็ได้ดู และผมว่าการทำดีวีดีทำให้มีแฟนกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้นเหมือนที่ว่าละครับ ผมไม่อยากให้หนังอมตะหายไปเพราะคนดูไม่รู้ว่าจะหาดูที่ไหน อยากให้เหมือนของฝรั่งที่เขาเห็นคุณค่าตรงนี้ ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัวครับ อ้อ… เรื่องเพื่อน-แพง ก็เช่นเดียวกันครับ

    • ตุลาคม 31, 2012 ที่ 3:20 pm

      เท่าที่ผมเคยเจอกับทายาทของคุณเชิด ก็ดูเหมือนจะทราบดีว่ามีคนเรียกร้องอยากให้ทำดีวีดี.นะครับ ซึ่งก็แปลว่า ทายาทของคุณเชิดยังไม่มีความประสงค์ที่จะทำออกมาเป็นดีวีดี. และถึงแม้ว่าการฉายเทศกาลและการจัดตามวาระจะไม่สะดวกสำหรับทุกคนอย่างที่บอกก็จริง แต่ “แผลเก่า” ก็ยังคงกลับมาฉายเรื่อยๆ ล่าสุดก็คือเดือนธันวา ฯ ที่โรงหนังศรีศาลายา
      เช็ครายชื่อหนังที่ฉายได้ตามนี้ครับ

      http://www.fapot.org/index.php/th/component/content/article/34/406-2012-10-29-15-11-59

  5. toin
    ตุลาคม 31, 2012 ที่ 1:03 pm

    รบกวนอีกนิดนะครับ คือช่วงนี้ผมกำลังตามหาหนังเก่าๆหลายเรื่องเลย ผมอยากได้เรื่อง เขาชื่อกานต์ ปี 2516, เทพธิดาโรงแรม ปี 2517, ความรักครั้งสุดท้าย ปี 2518, เทวดาเดินดิน ปี 2519 และ ถ้าเธอยังมีรัก ปี 2524 เป็นหนังท่านมุ้ยทั้งหมดที่ผมไม่เคยหาได้เลย ผมอยากทราบว่าเขาเคยทำออกมาขายบ้างหรือยังครับ อยากได้จริงๆ ขอบคุณครับ

    • ตุลาคม 31, 2012 ที่ 3:26 pm

      ยกเว้นความรักครั้งสุดท้ายเรื่องเดียวที่ผมยังไม่เห็นว่ามีการทำเป็นดีวีดี. ซึ่งน่าจะเป็นเพราะฟิล์มหนังจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ (ผมเคยดูอีกครั้งตอนกลับมาฉายเป็นฟิล์มเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ซึ่งก็ขาดตกบกพร่องไปม้วนหนึ่ง) ที่เหลือมีการทำออกมาหมดแล้ว และนานแล้วด้วย อย่างน้อย 5-6 ปี ผมได้ดูหนังเหล่านี้ซ้ำด้วย ดีวีดี.หรือวีซีดี.แทบท้้งหมด แต่จะมีขายที่ไหนนี่ ตอนนี้ไม่รู้จริงๆครับ

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 74 other followers

%d bloggers like this: