มือปืน (2526)

มิถุนายน 12, 2011 ใส่ความเห็น Go to comments

สตาร์พิคส์ – REPLAY

มือปืน (2526) ถิ่นดาวร้ายในเมืองร้อน

ประวิทย์ แต่งอักษร

นับเนื่องจนถึงปัจจุบัน หนังเรื่อง “มือปืน” ของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ‘ท่านมุ้ย’ ที่ถูกสร้างและออกฉายในปี 2526 ก็มีอายุประมาณ 26 ปี และเมื่อลองพิจารณาเปรียบเทียบสิ่งที่หนังเรื่องนี้บอกเล่ากับความเป็นไปรอบตัวเรา ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ปรากฏอย่างแจ้งชัดในตัวมันเองก็คือแม้มือปืนจะเป็นอาชีพที่ไม่ได้ถูกขึ้นทะเบียนไว้ว่าต้องได้รับการสงวน, สนับสนุน, ส่งเสริม, อนุรักษ์และพัฒนา แต่อย่างน้อยที่สุดในช่วงเกือบสามทศวรรษที่ผ่านพ้นไป มันก็เป็นอาชีพที่ไม่เคยหล่นหายไปจากการรับรู้ของผู้คน (อันที่จริง มันน่าจะเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม-ดังจะเห็นได้จากการเกิดของ ‘ซุ้มมือปืน’ ตามภาคต่างๆมากมาย) โดยปริยาย การมีอยู่หรือดำรงอยู่ของอาชีพนี้ ทั้งในโลกของความเป็นจริงและบนแผ่นฟิล์มซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า มันทำหน้าที่เสมือนกระจกสะท้อนไม่มากไม่น้อย-ก็บ่งบอกถึงสัมพันธภาพในแบบที่อาจจะเรียกว่า love affair ระหว่างสังคมไทยกับการใช้ความรุนแรงมาช้านานและอย่างไม่อาจถอนตัว

ไม่ว่าจะอย่างไร พินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้ว หนังเรื่อง “มือปืน” ของท่านมุ้ย-ไม่ได้พาผู้ชมไปรับรู้เรื่องราวในอาณาจักรของมือปืนโดยตรง และจำกัดกรอบไว้เพียงแค่วิถีชีวิตของตัวละครที่เสมือนถูกโชคชะตาบีบบังคับและเล่นงาน แต่ที่นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ กระทั่งไม่น่าเชื่อ-โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนึงว่าหนังไทยไม่เคยได้รับโอกาสให้ถ่ายทอดอะไรที่เป็นการละลาบละล้วงถึงขนาดนี้-ก็คือ มันเป็นหนังที่มุ่งเปิดโปงความเป็นไปในแวดวงสีกากีอย่างแหลมคม แยบยล และแทบจะไม่ประนีประนอม จนอาจกล่าวได้ว่า นี่คือหนังที่สร้างโดยคนทำหนังที่รู้จักและเข้าอกเข้าใจวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของตำรวจไทยอย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ และผลลัพธ์ก็คือ มันน่าจะเป็นหนังที่นำเสนอเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องของตำรวจไทยได้อย่างทะลุปรุโปร่งที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา

            แต่ก่อนที่จะไปแตะต้องรายละเอียดเหล่านั้น ความโดดเด่นอย่างแรกสุดของหนังเรื่อง “มือปืน” ที่ควรได้รับการกล่าวถึง-เห็นจะได้แก่ความที่มันหนังที่ท่านมุ้ยได้แสดงศักยภาพอันน่าทึ่งในแทบทุกด้านของงานสร้าง ตั้งแต่การเป็นเจ้าของบทประพันธ์, เขียนบท, ถ่ายภาพ, ลำดับภาพ และแน่นอนที่สุด กำกับการแสดง-ซึ่งเป็นเรื่องที่หาได้ยากไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมหนังไทยหรือต่างประเทศก็ตาม ข้อสำคัญ แต่ละองค์ประกอบดังที่กล่าวข้างต้นล้วนออกมาในระดับที่ถ้าหากไม่อยู่ในขั้นดีมาก อย่างน้อยที่สุด-ก็น่าพอใจ

            หนึ่งในฉากที่บ่งบอกถึงความเป็นคนทำหนังที่เปี่ยมวิสัยทัศน์ของท่านมุ้ย-ได้แก่ฉากเปิดเรื่องนั่นเองที่เริ่มต้นด้วยการถ่ายแบบลองเทคในลักษณะแฮนด์เฮลด์ซึ่งกินเวลาเกือบสามนาที (เท่ากับความยาวของเครดิตที่ระบุรายชื่อของนักแสดงและทีมงาน) ช่วงเวลาได้แก่ตอนกลางคืน ในแง่ของมุมมองของภาพ มันเป็นช็อทแทนสายตาตัวละครที่กำลังซ้อนมอเตอร์ไซค์อยู่บนถนนในเมืองหลวงซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปที่คอฟฟี่ช็อพแห่งหนึ่งของโรงแรม-ก่อนที่ใครคนนั้นจะตรงไปที่เหยื่อเคราะห์ร้ายพร้อมกับลั่นกระสุนปืนในระยะเผาขนสองนัดซ้อนท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของผู้คนที่ประสบพบเหตุการณ์ จากนั้น เขากับคนขี่มอเตอร์ไซค์-ก็ห้อตะบึงหายไปในความมืดมิดของราตรีกาลอย่างไม่มีอาการลุกลี้ลุกลน และมันบอกโดยอ้อมว่านี่เป็นเสมือน ’อีกวันหนึ่งในหน้าที่การงาน’ ของตัวละคร

            เชื่อว่าในทางเทคนิคแล้ว มันน่าจะเป็นช็อทที่ต้องผ่านกระบวนการวางแผนและซักซ้อมอย่างลำบากยากเย็น และย่อมไม่ใช่การถ่ายเพียงครั้งเดียวแล้วก็ได้เลย (อันที่จริง ไม่น่าจะมีทาง ยิ่งเมื่อคำนึงว่าช็อทดังกล่าวไม่ได้ถ่ายในสถานที่จำกัด และกินระยะทางเป็นกิโล ความผิดพลาดบกพร่องหรือเหตุสุดวิสัยสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา) นั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงอุปกรณ์ในการถ่ายทำเมื่อยี่สิบกว่าที่แล้ว-ซึ่งไม่น่าจะคล่องตัวเหมือนกับในช่วงเวลาปัจจุบัน เหนืออื่นใดก็คือ มันเป็นฉากที่มีบรรยากาศของความกระฉับกระเฉงและมีชีวิตชีวา (หรือที่เรียกว่า spontaneous) ทั้งจากเทคนิคการถ่ายทำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปฏิกิริยาของบรรดาตัวประกอบฉากที่ส่วนใหญ่แสดงออกด้วยความงุนงงมากกว่า(ถูกสั่งให้)ตื่นกลัว บวกกับเทคนิคบันทึกเสียงที่อลหม่านสับสนที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับเหตุการณ์ และมันยิ่งช่วยทำให้ระดับความเหมือนจริงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ฉากเปิดเรื่องนี้ยังเชื่อมต่อกับอีกฉากถัดมา-ที่ยิ่งตอกย้ำถึงทักษะอันปราดเปรื่องของท่านมุ้ยในการสถาปนาเอกลักษณ์อันโดดเด่นของตัวมือปืนรายนี้ มันได้แก่ฉากที่บรรดาผู้คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุพากันมาบอกเล่าถึงรูปพรรณสัณฐานของตัวมือปืนในลักษณะของการพูดกับกล้อง (หรือผู้ชม) โดยตรง ข้อมูลสารพัดสารพันที่เราได้รับจากคนเหล่านี้-ไม่เพียงแต่จะขัดกันเองแล้ว ยังหาบทสรุปอะไรไมได้เลย บ้างก็ว่ามือปืนรายนี้อายุมาก บ้างก็ว่าอายุน้อย บ้างก็ว่าผมสั้น บ้างก็ว่าผมยาว บ้างก็ว่าหน้าตาดี หน้าก็ว่าหน้าตาเหมือนปลาจวด ยกเว้นเพียงอย่างเดียวที่เกือบทั้งหมดบอกตรงกันว่าใครคนนี้เดินกระเผลกๆ และขาข้างหนึ่งของเขาน่าจะเสีย

เนื้อเรื่องคร่าวๆของ “มือปืน” เกือบจะไม่มีอะไรซับซ้อน สรพงศ์ ชาตรีรับบทจ่าสมหมาย ม่วงทรัพย์ ผู้ซึ่งชีวิตของเขาไม่มีอะไรเหมือนกับชื่อเลย จ่าทหารที่ถูกระเบิดขาขาดและต้องตกไปเป็นเชลยของฝ่ายข้าศึกจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด-ในระหว่างที่ถูกส่งไปรบในประเทศลาวเมื่อปี พ.ศ. 2514 แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ ’ความซวย’ เพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อกลับมาถึงบ้านในลักษณะของคนทุพพลภาพ และรัฐฯก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบเท่าที่ควร เขาก็ดันถูกเมียทิ้งและมีภาระต้องเลี้ยงลูกชายตัวน้อยเพียงลำพัง จ่าสมหมายจุนเจือครอบครัวด้วยการเป็นช่างตัดผม แต่ก็อย่างที่ผู้ชมสามารถคาดเดา นั่นเป็นเพียงอาชีพบังหน้า และช่องทางของการแสวงหารายได้หลักของจ่าสมหมายผู้ซึ่งยอมรับว่าเขาไม่มีความสามารถหรือความชำนาญพิเศษอื่นใด นอกจากการฆ่าคน-ก็คือการเป็นมือปืนรับจ้างทั่วราชอาณาจักรนั่นเอง

แม้ว่าผู้ชมจะไม่มีวันเห็นด้วยกับสิ่งที่จ่าสมหมายทำ แต่จากที่หนังนำเสนอ เขาก็ห่างไกลจากการเป็นตัวละครที่ชั่วร้ายด้วยประการทั้งปวง และโดยเนื้อแท้แล้ว เป็นคนที่จิตใจดีงาม เหตุผลที่นำพาให้เขาต้องมาลงเอยในสภาพเช่นนี้-ก็เพราะถูกโชคชะตาผลักไสไล่ส่ง หาใช่ตัวเขาที่เป็นคนเลือกเส้นทางเดินที่ต้องการ เป็นไปได้ว่าถ้าหากฟ้าดินให้ความเมตตาปรานีมากกว่านี้และตัวเขาไม่โชคร้ายมากนัก บางที-วิถีชีวิตของเขาอาจจะไม่ดำดิ่งและถลำลึกอย่างชนิดที่การถอนตัวเป็นเรื่องที่สายเกินไป (ดังที่ใครคนหนึ่งในเรื่องกล่าวทำนองว่า ลงเมื่อคนเราได้เป็นมือปืนรับจ้างแล้ว “ไอ้เรื่องที่จะเลิก เป็นไม่มี”) ประการสำคัญก็คือ เขาไม่ได้ดิ้นรนขวนขวายหาเงิน-เพื่อตัวเอง แต่ความปรารถนาสูงสุดของเขาก็เพื่อส่งเสียให้ลูกชายเพียงคนเดียวของเขาได้เรียนสูงๆ และไม่ต้องมีชีวิตที่เหี่ยวแห้งอับเฉาและสิ้นหวังเหมือนกับพ่อของมัน (ก่อนที่ในเวลาต่อมา เป้าหมายจะแปรเปลี่ยนไปเป็นการหาเงินค่ารักษาลูกน้อยที่ล้มป่วยด้วยโรคที่มีราคาแพง) แต่ก็อย่างที่ผู้ชมตระหนักดีว่า ตัวละครประเภทนี้-จะไม่มีวันผ่านม้วนสุดท้ายของหนังไปได้โดยไม่ต้องชดใช้ด้วยหนทางหนึ่งหนทางใด อันที่จริง บทสรุปอันเศร้าสร้อยหม่นหมองของตัวละคร-เป็นเรื่องที่ผู้ชมสามารถทำนายทายทักได้แต่เนิ่นๆ

ในอีกขั้วความขัดแย้งของพล็อตเรื่องได้แก่สารวัตรธนู อาจหาญ (รณ ฤทธิชัย) เจ้าของฉายา ‘ไอ้มือดำ’ ผู้ซึ่งในอดีต เคยร่วมรบ ณ สมรภูมิประเทศลาวกับจ่าสมหมายในฐานะหัวหน้าหน่วย แต่ทว่าเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่เจ้าตัวไม่อยากจะจดจำ และมันเป็นตราบาปที่ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน แต่โดยที่หนังไม่จำเป็นต้องแจกแจงตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับตัวละคร ผู้ชมก็สามารถจะบอกได้จากภาพแรกที่ปรากฏเบื้องหน้าว่าสารวัตรธนูไม่น่าจะใช่คนดิบดีอะไร ตั้งแต่การสวมแว่นดำปกปิดนัยน์ตาของตัวเองและให้ความรู้สึกคุกคาม ไปจนถึงท่าทางกรุ้มกริ่ม-เมื่อมีนักข่าวมาขอสัมภาษณ์ หรือกระทั่งชักชวนให้เขาร่วมในการจับกุมเหล่าร้าย-ซึ่งเด็กอมมือก็รู้ว่ามันเป็นแผนการโปรโมทตัวเอง

แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่ากับที่มาของฉายา ‘ไอ้มือดำ’ ที่เจ้าตัวอรรถาธิบายอย่างออกตัวทำนองว่า สาเหตุที่เขาต้องใส่ถุงมือดำเวลาเข้าเจ้ากุมเหล่าร้าย-ก็เพราะไม่ต้องการให้เขม่าดินปืนเปื้อนมือ หากข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างที่นักข่าวอาวุโสประจำโรงพักแก้ไขให้ฟังว่า การใส่ถุงมือดำเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า จะไม่มีการจับเป็น หรืออีกนัยหนึ่ง สารวัตรธนูสร้างชื่อเสียงจากการ ‘วิสามัญฆาตกรรม’ ผู้ร้ายนั่นเอง และทีละน้อย หนังก็โยนคำถามที่น่าครุ่นคิดให้กับผู้ชมว่า สิ่งที่สารวัตรธนูทำกับเหล่าร้าย มันวิเศษกว่าการกระทำของจ่าสมหมายตรงไหนและอย่างไร ในเมื่อสิ่งที่เขาทำก็เป็นแบบเดียวกัน นั่นคือการฆ่าคนโดยพลการ และไม่ให้โอกาสเหยื่อได้รับการไต่สวนตามกระบวนการยุติธรรม ข้อสำคัญก็คือ ในขณะที่จ่าสมหมายจำยอมฆ่าคนเพื่อเก็บหอมรอมริบเงินทองไว้สำหรับอนาคตของลูกชาย สารวัตรธนูทำเพื่อเก็บเกี่ยวชื่อเสียง, ความสำเร็จ ความก้าวหน้าในวงราชการ และเหนืออื่นใด สนองตัณหาส่วนตัวจากการที่เขาเป็นคนซาดิสม์ หรือกระหายความรุนแรง (ซึ่งมันถูกแสดงไว้อย่างแจ้งชัดในฉากที่เขาซ้อมเมียของตัวเองอันดูเหมือนว่านั่นเป็นหนทางเดียวที่สารวัตรธนูจะใช้เพื่อปลดเปลื้องความปรารถนาทางเพศ อีกทั้งไม่ต้องสงสัยเลยว่าปืนกระบอกโตที่เขานำมาขัดสีฉวีวรรณในฉากหนึ่ง มันจะทำหน้าทดแทนอวัยวะเพศที่น่าจะทำงานบกพร่อง) หรือมองให้เลยเถิดไปกว่านั้น การฆ่าคนของเขาอาจจะเป็นไปเพื่อบำบัดความอัปยศอดสูส่วนตัวจากการที่เขาแสดงทั้งความขี้ขลาดตาขาว และถึงกับทิ้งเพื่อนร่วมรบอย่างจ่าสมหมาย-ให้ต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพังในระหว่างไปรบในลาว มองในแง่มุมนี้แล้ว มันก็ยิ่งทำให้การปลิดชีพอาชญากรของสารวัตรธนูขาดทั้งความสง่างามและความชอบธรรมอย่างชนิดไม่น่าให้อภัย และเขาจะไม่มีวันได้รับฉันทานุมัติจากผู้ชม

ทั้งหลายทั้งปวง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงวิธีการลงมือที่ครั้งหนึ่ง ผู้ชมได้เห็นว่าเขาดักยิงผู้ร้ายจากข้างหลัง และในสภาพที่ใครคนนั้นมีตัวประกัน ขณะที่อีกครั้ง เขาใช้ปืนลูกซองเลือกยิงเหล่าร้ายที่เป็นวัยรุ่นและผู้หญิงที่กำลังขี่มอเตอร์ไซค์หลบหนี-อย่างเลือดเย็นราวกับคนเหล่านั้นเป็นผักปลา แต่ที่นับว่าแย่กว่าเพื่อน-ได้แก่ตอนที่เขาไม่ได้ลงมือเอง ทว่ากลับสวมรอยผลงานของลูกน้องคนสนิทที่ชื่อหมวดแฉล้มไปต่อหน้าต่อตา (และหนังก็ไม่ลืมที่จะตัดภาพเพื่อแสดงปฏิกิริยาของหมวดแฉล้มที่ได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ)

หนังบอกว่าสารวัตรธนูรู้เรื่องของมือปืนขากระเผลกที่เที่ยวไล่ยิงใครต่อใครอย่างโหดเหี้ยมและอุจฉกรรจ์มาตั้งแต่เริ่มต้น แต่เขาก็ทำเป็นบ่ายเบี่ยงและไม่ได้ให้ความสำคัญ-โดยอ้างว่าไม่ใช่คดีในความรับผิดชอบโดยตรง ทั้งๆที่ในความเป็นจริง นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะสมมติว่าเขาจะแย่งงานของท้องที่มาทำซะเอง มันก็ไม่ใช่เรื่องเกินกำลังและก็ได้ทำมาแล้ว แต่เหตุผลที่รั้งรอ-ก็เพราะเจ้าตัวไม่เพียงรู้ว่า ฝีไม้ลายมือของมือปืนรายนี้อยู่ในระดับพระกาฬ หากยังเป็นคนที่ช่วยชีวิตของเขาไว้ในลาว แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินคาดเดาว่ามันเป็นเรื่องของเวลา-ที่ในที่สุดแล้ว เส้นทางโคจรของทั้งสองก็ต้องมาบรรจบพบกัน

ฉากที่สารวัตรธนูไปหาจ่าสมหมายถึงร้านตัดผมเพื่อ ‘ชดใช้หนี้บุญคุณค้างเก่า’ ถูกนำเสนออย่างเปี่ยมด้วยชั้นเชิงและรสนิยม เพราะในขณะที่สถานการณ์ภายนอก-เกือบจะไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรที่น่าตื่นตา และบทสนทนาก็ฟังผิวเผินเหมือนการพูดคุยของเพื่อนเก่าสองคนที่ไม่ได้พบหน้ากันมาเนิ่นนาน แต่ความนัยระหว่างคำพูดเหล่านั้น และปฏิกิริยาที่ต่างฝ่ายแสดงออกกลับซ่อนไว้ด้วยการหยั่งเชิง การคำนวณและประเมินสถานการณ์ของตัวละครที่เป็นคู่ต่อกรที่ผู้ชมเฝ้าคอย ซึ่งว่าไปแล้ว ความคุกรุ่นเดือดพล่านของการเผชิญหน้ากันครั้งนี้ได้รับการบอกกล่าวในเชิงอุปมาอุปไมยล่วงหน้าตั้งแต่ในช่วงต้นของฉากนี้ที่เป็นฉากการชนไก่ท่ามกลางการรุมล้อมของชาวบ้านที่ส่งเสียงเชียร์

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เหตุการณ์ทั้งหมดลงเอยด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างได้รับรู้เจตนารมณ์ที่แท้จริงของกันและกัน และล่ำลากันด้วยประโยคที่แสดงความปรารถนาดีอย่างถึงที่สุดของคนที่ในสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป-สามารถจะฆ่ากันได้สบายๆ และนั่นก็คือ “(หวังว่า)เราคงไม่เจอกันอีกนะจ่า”

แต่ก็อย่างที่ผู้ชมรู้ดีเกินไปว่า นอกจากการพบกันของทั้งสองคนจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ยังเป็นเพียงแค่การโหมโรง และการขับเคี่ยวระหว่างพวกเขาก็นำไปสู่บทสรุปที่มีการบาดเจ็บล้มตาย เนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความป่วยไข้ของตัวลูกชายของจ่าสมหมาย-ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บีบให้ตัวเอกต้องรีบหาเงินและมันร่นระยะเวลาให้จุดจบมาถึงตัวเขาเร็วขึ้น เป็นส่วนที่ค่อนข้างจงใจและขาดความแนบเนียนเมื่อเปรียบกับซับพล็อตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของฝ่ายตำรวจ-ซึ่งก็เป็นดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้าว่า ท่านมุ้ยถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมจริงและจัดจ้านเหลือเกิน

ขยายความก็คือ ตำรวจในหนังเรื่อง “มือปืน” ไม่เหมือนกับตำรวจในหนังไทยประเพณีนิยมทั่วไป-ที่พ้นไปจากบทบาทของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แล้ว ก็แทบไม่หลงเหลือตัวตนอื่นใดให้นึกถึงอีกเลย ทว่าตัวละครหลายๆคนในหนังของท่านมุ้ยสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีเลือดมีเนื้อ นอกจากไม่สมบูรณ์แบบแล้ว ยังมีจุดอ่อนและข้อบกพร่องในตัวเองมากมาย ยกตัวอย่างสารวัตรประทีป (รับบทโดยอำนวย ศิริจันทร์ นักแสดงอาวุโสที่ฝีไม้ลายมืออยู่ในระดับกรำศึกมาอย่างโชกโชน) นายตำรวจท้องที่ที่เพียงแค่ผู้ชมได้เห็นในสองสามฉากแรกของการปรากฏตัว-ก็บอกได้ทันทีว่า เขาเป็นผู้รักษากฎหมายที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชา ขาดทั้งประสิทธิภาพและความคิดสร้างสรรค์ในการจับกุมอาชญากร (ดังจะเห็นได้จากวิธีการที่เขาสั่งให้ลูกน้องจับทุกคนที่ขาเสียมาสอบสวนโดยไม่แยกแยะ ทั้งนี้เพียงเพื่อล่าตัวมือปืนต้องสงสัยเพียงคนเดียว) อีกทั้งในช็อทหนึ่งที่สารวัตรธนูบอกนักข่าวว่า สาเหตุที่เขาต้องใส่ถุงดำ-เพราะเขาชอบเป็นตำรวจมือสะอาด หนังเจตนาตัดภาพไปจับสีหน้าของสารวัตรประทีปที่หยุดยิ้มทันที และมันบอกอะไรๆที่เกี่ยวกับเบื้องลึกและเบื้องหลังของตัวละคร-โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองบทสนทนา

แต่ถึงอย่างนั้น ประสบการณ์ของการเป็นตำรวจที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน-ก็ทำให้คนอย่างสารวัตรประทีป ‘อ่านขาด’ ว่าโดยเนื้อแท้ของสารวัตรธนูหรือ “ไอ้มือดำ’ ก็เป็นเพียงแค่ตำรวจอยากดังที่เลือกเล่นงานเหยื่อเฉพาะที่เป็นแค่โจรกระจอก, วัยรุ่นและผู้หญิง

มากยิ่งไปกว่านั้น-ก็คือ โดยผ่านความขัดแย้งระหว่างสารวัตรทั้งสองคน มันสะท้อนให้เห็นว่ากรมตำรวจ (ชื่อเรียกในขณะนั้น) มีปัญหาในเชิงระบบที่กัดกร่อนประสิทธิภาพในการทำงานอย่างน่าห่วงกังวล กล่าวคือ แทนที่แต่ละหน่วยย่อย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจกองปราบหรือตำรวจท้องที่-ควรจะต้องทำงานเสมือนเป็นกลไกหรือฟันเฟืองของเครื่องจักรเดียวกัน เพื่อให้เกิดความสอดประสานกลมกลืนและการบูรณาการอย่างครบวงจร แต่ผลในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นการประสานงา, ปัดแข้งปัดขาและชิงดีชิงเด่นกันในท่ามกลางการเหน็บแนมและด่าทอลับหลังอย่างน่าขบขันแกมน่าเวทนา

            ยังมีนายตำรวจอีกคนหนึ่งที่ในตอนแรก เขายืนอยู่ในตำแหน่งที่ผู้ชมมองไม่เห็นได้ทันที แต่บทบาทและความสำคัญของเขากลับโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ-ก็คือหมวดแฉล้ม ตำรวจหน้าใหม่ไฟแรงที่เป็นลูกน้องสารวัตรธนู และนับถือเจ้านายตัวเอง ‘ราวกับพระเจ้า’ ทว่าทีละน้อย ภาพลวงตานั้นก็ค่อยๆถูกทำลายลง ทั้งจากการที่เขาได้แลเห็นตัวตนที่แท้จริงของเจ้านาย และจากความเป็นคนที่ไม่หนักแน่นและปล่อยให้ทั้งตัวนักข่าวอาชญากรรมที่ชื่อแดง (ซึ่งเห็นได้ชัดว่าหนังนำเสนอตัวละครนี้ในคราบของเหลือบสังคม) และกุสุมา (กมลา เศรษฐี) เมียของสารวัตรธนูที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับผัวตัวเอง-ช่วยกันพูดจาในเชิงเกลี้ยกล่อมให้เขาหมดความเชื่อมั่นศรัทธา ยิ่งเมื่อประกอบกับความเป็นคนทะเยอทะยานเกินตัว-ซึ่งแม้ว่าผู้ชมจะไม่ได้ยินเขาพูดออกมาตรงๆ แต่การที่เขาแอบสืบสวนในทางลับและโดยพลการเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของมือปืนขาเสีย-ก็บอกแจ้งชัดว่า เขาหมายมั่นที่จะได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจที่พิชิตนักฆ่ารายนี้ มันก็ยิ่งทำให้การดิ้นรนเพื่อสร้างชื่อเสียงและบารมีให้กับตัวเอง-เป็นเรื่องที่เจ้าตัวแทบอดรนทนคอยไม่ได้อีกต่อไป

            แต่เทียบฟอร์มกันแล้ว ชั้นเชิงของหมวดแฉล้มก็ยังอยู่ห่างไกลจากความ ‘เขี้ยวลากดิน’ ของสารวัตรธนูหลายขุมซึ่งบางที มันอาจเกี่ยวกับขวบปีของอายุราชการ ดังจะเห็นได้จากปฏิสัมพันธ์ของคนทั้งสองกับโจรกระจอกที่เป็นสายให้กับตำรวจที่ชื่อแปลก ขณะที่สารวัตรธนูรู้ว่าควรรักษาระดับความสัมพันธ์อย่างไรกับขี้ยารายนี้ เมื่อไหร่ควรใช้พระเดชหรือพระคุณ และฝ่ายหลังก็แสดงออกอย่างพินอบพิเทา สิ่งที่หมวดแฉล้มทำกับแปลก-ก็โดยการพูดจาในเชิงขู่เข็ญเพียงอย่างเดียว เป็นเพราะอย่างนี้เองที่ทำให้ฝ่ายหลังซึ่งเริ่มหมดความนับถือและรำคาญในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของหมวดแฉล้มแอบด่าอย่างไม่ให้ราคาว่า “โง่ชิบ-”

            คงจะไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังว่าในที่สุด จ่าสมหมาย ม่วงทรัพย์-ก็ต้องพบกับจุดจบอย่างน่าเวทนา โดยรูปการแล้ว คนที่ควรจะยัดเยียดความตายให้จ่าสมหมาย-ก็น่าจะได้แก่สารวัตรธนูที่ในซีเควนซ์สุดท้าย เขาถูกอดีตลูกน้องรายนี้-จับเป็นตัวประกันและถูกทำให้หมดคราบของ ‘ไอ้มือดำ’ ที่ใครๆเคยยำเกรง แต่สมมติว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนจบมันก็จะกลายเป็นการชำระแค้นส่วนตัว และยกระดับสารวัตรธนูเป็นปิศาจร้าย-ซึ่งไม่น่าจะเป็นเจตนารมณ์ของผู้สร้าง รวมทั้งบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนเหน็บแนมถากถางความล้มเหลวของระบบสังคม-ก็อาจจะอ่อนด้อยลงไป

            การเลือกให้หมวดแฉล้มลั่นไกใส่จ่าสมหมายซึ่งกำลังยินยอมมอบตัวแต่โดยดี-กลายเป็นการจบเรื่องทั้งหมดได้อย่างน่าเจ็บปวดแสบสันต์เหลือเกิน สำหรับตัวละครที่ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่ากำลังมองหาโอกาส ‘แจ้งเกิด’ อย่างกระวนกระวาย ข้อสำคัญ เป็นตำรวจคนเดียวที่เกาะติดคดีนี้อย่างเอาจริง มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่โดยพฤตินัย เขาจะถือว่าตัวเองเป็นเจ้าของคดี และเขาควรจะได้จัดการให้มันลุล่วง ซึ่งมันก็ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะถือเป็น ‘วินาทีทอง’ สำหรับการจัดการกับเหล่าร้ายตามความเชื่อที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้าว่าต้องใช้วิธีตาต่อตา ฟันต่อฟัน-เท่ากับตอนนี้อีกแล้ว ซึ่งก็อย่างที่เห็นว่า เขาไม่ปล่อยให้มันหลุดลอย

หนังเลือกที่จะยุติเรื่องทั้งหมดเพียงเท่านั้น และเป็นธุระของผู้ชมที่คงต้องไปนึกต่อกันเอาเองว่าหลังจากนี้ เส้นทางชีวิตของหมวดแฉล้มจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยนิตินัย หมวดแฉล้มคงต้องถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน โทษฐานใช้อำนาจหน้าที่ไปในหนทางมิชอบ ฆ่าคนตายโดยเจตนา รวมทั้งทำให้รัฐฯสูญเสียโอกาสในการขยายผลเพื่อสาวไปให้ถึงคนจ้างวาน ซึ่งความผิดของเขา-ไม่เพียงแค่ให้ออกจากราชการ แต่ถึงขั้นติดคุกเลยทีเดียว

            ทว่าสำหรับผู้ชมที่เกิดและเติบโตในประเทศนี้ และรู้จักบ้านเมืองที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งดีพอ มันก็ชวนให้สันนิษฐานได้ว่า หมวดแฉล้มน่าจะกลายเป็นดาวดวงใหม่ที่มาแทนสารวัตรธนู และเป็นไปได้ว่าการครองรักระหว่างสังคมไทยกับการใช้ความรุนแรง-ก็จะดำเนินไปอย่างดูดดื่มและตราบชั่วนิรันดร์

“มือปืน” (2526)

กำกับการแสดง, ถ่ายภาพ, ลำดับภาพ-ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล/อำนวยการสร้าง-บริษัท ซี.เอส.พี.โปรดักชั่น จำกัด/บทภาพยนตร์-ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล จากบทประพันธ์ของ “ชาตรีเฉลิม”/เพลงและดนตรีประกอบ-พิเศษ สังข์สุวรรณ/ฝ่ายศิลป์-ทวีศักดิ์ ทัศคร, ประสิทธิ์ ศรีสมบัติ, ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์, สาทิส บัวพันธุ์/บันทึกเสียง นิวัฒน์ สำเนียงเสนาะ/ผู้ช่วยลำดับภาพ-ม.ล.วราภา เกษมศรี, นรา ไทยเจริญภิภพ/ผู้แสดง-สรพงศ์ ชาตรี, รณ ฤทธิชัย, ชาลิตา ปัทมพันธุ์, สมศักดิ์ ชัยสงคราม, จินดา ทินกร, ศักดิ์สิทธิ์ มิ่งประยูร, จรัญ ชิมะโน, จอห์น อิสรัมย์, กมลา เศรษฐี, อำนวย ศิริจันทร์, ศิริ ศิริจินดา/สี/ความยาว 140 นาที

หมายเหตุ- “มือปืน” ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล-เป็นหนึ่งในผลงานที่ถูกนำกลับมาฉายอีกครั้งในโครงการฉายภาพยนตร์ไทยคลาสสิกหาดูยาก หรือ Week of Siam ภายใต้หัวข้อ “ท่านมุ้ยและงานหัวกะทิ” โดยโรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ. ระหว่าง 28 พ.ค.-3 มิ.ย. 2552 ที่ผ่านพ้นไป

About these ads
  1. zoe
    มกราคม 29, 2012 ที่ 12:12 pm

    อยากทราบชื่อนักแสดงที่เล่นเป็นหมวดแฉล้มค่ะ เค้ามีผลงานเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า

    • มกราคม 29, 2012 ที่ 10:30 pm

      ไม่ทราบชื่อจริงๆ ตอนเขียนก็พยายามค้นจากหลายแหล่ง แต่ก็จนปัญญา ถามคนที่เป็นนักดูหนังไทยบางคนก็จำกันไม่ได้
      เลยไม่ได้วงเล็บชื่อจริงลงไป ใครที่ทราบรบกวนด้วยนะครับ

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 74 other followers

%d bloggers like this: