simply my writings compilation

ALL THAT HEAVEN ALLOWS(1955)

บล็อกรวบรวมข้อเขียน บทวิจารณ์ และบทความเกี่ยวกับภาพยนตร์ของผมที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับต่างๆ

รายชื่อบทวิจารณ์ภาพยนตร์ที่โพสต์

ภาพยนตร์ต่างประเทศ (เรียงลำดับตามตัวอักษร)

12 ANGRY MEN (1957)

127 HOURS (2010)

2001: A SPACE ODYSSEY (1968) 1

2001: A SPACE ODYSSEY (1968) 2

2012 (2009)

THE 39 STEPS (1935)

50/50 (2011)

8 1/2 (1963)

“9/11″ (2002)

ABOUT TIME (2013)

AFTERSHOCK (2010)

ALIEN (1979)

ALL ABOUT EVE (1950)

ALL THAT HEAVEN ALLOWS (1955)

ALL THAT JAZZ (1979)

ALWAYS: SUNSET ON THIRD STREET ’64 (2012)

THE AMAZING SPIDER-MAN (2012)

AMERICAN HUSTLE (2013)

AMOUR (2012)

ANNIE HALL (1977) 1

ANNIE HALL (1977) 2

APOCALYPSE NOW REDUX (2001)

APU TRILOGY(1955-1959)

ARGO (2012)

THE ARTIST (2011)

BASIC INSTINCT (1992)

BEFORE SUNRISE (1995)

BEFORE SUNSET (2004)

THE BICYCLE THIEF (1949)

THE BIG CHILL (1983)

BLADE RUNNER (1982) (director’s cut, 1992)

THE BLING RING (2013)

BLUE JASMINE (2013)

BLUE VALENTINE (2010)

BONNIE AND CLYDE (1967)

THE BOURNE LEGACY (2012)

BREAKFAST AT TIFFANY’S (1961)

THE BRIDGE ON THE RIVER KWAI (1957)

BURLESQUE (2010)

CABARET (1972)

CARS 2 (2011)

CASABLANCA (1942)

CASINO ROYALE (2006)

CELESTE AND JESSE FOREVER (2012)

CHINATOWN (1974) 1

CHINATOWN (1974) 2

CINEMA PARADISO (1988)

CITY LIGHTS (1931)

CITIZEN KANE (1941)

CLAIRE’S KNEE (1970)

CLEOPATRA (1963)

CLOUD ATLAS (2012)

CONFESSIONS (2010)

THE CONJURING (2013) short comments

THE CROOD (2013)

DAWN OF THE DEAD (2004)

THE DEER HUNTER (1978)

DELIVERANCE (1972)

THE DESCENDANTS (2011)

DIAL M FOR MURDER (1954)

DOG DAY AFTERNOON (1975)

DON’T LOOK NOW (1973)

DOUBT (2008)

DRAG ME TO HELL (2009)

DR.STRANGELOVE or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb (1964)

EASY RIDER (1969)

EAT DRINK MAN WOMAN(1994)

ED WOOD (1994)

END OF WATCH (2012)

E.T. THE EXTRA-TERRESTRIAL : 20TH ANNIVERSARY EDITION (2002)

THE EVIL DEAD (1981)

FANTASTIC MR.FOX (2009)

FAST & FURIOUS 6 (2013)

FIGHTER (2010)

FIDDLER ON THE ROOF (1971)

FLIGHT (2012)

FORBIDDEN GAMES (LES JEUX INTERDITS)(1952)

FORREST GUMP (1994)

FRANKENWEENIE (2012)

FROM HERE TO ETERNITY (1953)

THE FOUR HUNDRED BLOWS/LES QUATRE CENT COUPS(1959)

GANGSTER SQUAD (2013)

GEMTLEMEN PREFER BLONDES (1953)

THE GODFATHER (1972) 1

THE GODFATHER (1972) 2

THE GODFATHER PART II (1974) 1

THE GODFATHER PART II (1974) 2

GONE WITH THE WIND (1939) 1

GONE WITH THE WIND (1939) 2

THE GRADUATE (1967) 1

THE GRADUATE (1967) 2

GRAVITY (2013)

GREASE (1978)

THE GREAT GATSBY (2013)

GREENBERG (2010)

THE GUNFIGHTER (1950)

HANNAH AND HER SISTERS (1986)

HARRY POTTER AND THE DEATHLY HALLOWS PART 2 (2011)

HEARTS OF DARKNESS: A FILMMAKER’S APOCALYPSE (1991)

HIGH AND LOW (1963)

HIGN NOON (1952) 1

HOW TO MARRY A MILLIONARE (1953)

HUD (1963)

THE HUNGER GAMES (2012)

THE HURT LOCKER (2009)

THE IDES OF MARCH (2011)

IMAGINE: JOHN LENNON (1988)

IMMORTALS (2011)

THE IMPOSSIBLE (2012)

IN A BETTER WORLD (2010)

IN MEMORIAM: NEW YORK CITY (2002)

IN THE MOOD FOR LOVE (2000)

INGLOURIOUS BASTERDS (2009)

INSIDIOUS (2011)

IT’S A WONDERFUL LIFE (1946)

JAWS (1975)

JOBS (2013)

THE KIDS ARE ALL RIGHT (2010)

KILLING THEM SOFTLY (2012)

KNIFE IN THE WATER (1962)

KRAMER VS. KRAMER (1979)

THE LADY (2011)

THE LAST PICTURE SHOW (1971)

LAWRENCE OF ARABIA (1962) 1

LAWRENCE OF ARABIA (1962) 2

LIFE OF PI (2012)

LIFE WITHOUT PRINCIPLE (2011)

LINCOLN (2012)

LOCAL HERO (1983)

LOVE STORY (1970)

M (1931)

MAN OF STEEL (2013)

MARGIN CALL (2011)

MANHATTAN (1979)

MELANCHOLIA (2011)

THE MIRACLE WORKER (1962)

MISSING (1982)

MISSION: IMPOSSIBLE-GHOST PROTOCOL (2011)

MOONRISE KINGDOM (2012)

MONEYBALL (2011)

MONSTERS (2010)

MUD (2012)

MY LIFE AS A DOG (1985)

MY FAIR LADY (1964) 1

MY FAIR LADY (1964) 2

MY WEEK WITH MARILYN (2011)

NADER AND SIMIN, A SEPARATION (2010)

NIAGARA (1953)

NIGHT OF THE LIVING DEAD (1968)

ON THE WATERFRONT (1954)

ONE DAY (2011)

ONE FLEW OVER THE CUCKOO’S NEST (1975)

ONLY GOD FORGIVES (2013)

THE ORPHANAGE (2007)

PACIFIC RIM (2013)

THE  PASSION OF JOAN OF ARC (1928)

THE PERKS OF BEING A WALLFLOWER (2012)

POTEMKIN (1925)

PLAN 9 FROM OUTER SPACE (1959)

PROMETHEUS (2012)

PROMISED LAND (2012)

RABBIT HOLE (2010)

RAGING BULL (1980)

RAN (1985)

RANGO (2011)

RASHOMON (1950)

RASHOMON (1950) revisited 1

RASHOMON (1950) revisited 2

ROMAN HOLIDAY (1953)

ROSEMARY’S BABY (1968)

RUSH (2013)

THE SAPPHIRES (2012)

SATURDAY NIGHT FEVER (1977)

SAVAGES (2012)

A SERIOUS MAN (2009)

SE7VEN (1995)

SHAWSHANK REDEMPTION (1994)

SIDE EFFECTS (2013)

THE SILENCE OF THE LAMBS (1991)

SILVER LININGS PLAYBOOK (2012)

A SIMPLE LIFE (2012)

SINGIN’ IN THE RAIN(1952)

THE SKIN I LIVE IN (2011)

SKYFALL (2012)

THE SOCIAL NETWORK (2010)

SOME LIKE IT HOT (1959)

THE SOUND OF MUSIC (1965)

SOURCE CODE (2011)

SOUTH PACIFIC (1958)

STAND BY ME(1986)

STRANGER ON A TRAIN (1951)

SUNSET BOULEVARD (1950)

SUPER 8 (2011)

TEXAS CHAINSAW MASSACRE (1974)

THELMA & LOUISE (1991)

THEY SHOOT HORSES, DON’T THEY? (1969)

TINKER TAILOR SOLDIER SPY (2011)

TITANIC (1953)

TITANIC (1997) TITANIC in 3D (2012)

TO KILL A MOCKING BIRD (1962)

TOKYO STORY (1953)

TO ROME WITH LOVE (2012)

TOY STORY (1995), TOY STORY 2 (1999)

TOY STORY 3 (2010)

TRAINSPOTTING (1996)

TRANSFORMERS 3: DARK OF THE MOON (2011)

TRUE GRIT (2010)

THE TWILIGHT SAGA: BREAKING DAWN PART 1 (2011)

THE TWILIGHT SAGA: BREAKING DAWN PART 2 (2012)

THE TWILIGHT SAGA: ECLIPSE (2010)

UPSIDE DOWN (2012)

WE BOUGHT A ZOO (2011)

WEST SIDE STORY (1961)

WHAT EVER HAPPENED TO BABY JANE? (1962)

WHO’S AFRAID OF VIRGINIA WOOLF?(1966)

WINTER’S BONE (2010)

X-MEN: FIRST CLASS (2011)

X-MEN ORIGINS: WOLVERINE (2009)

ZERO DARK THIRTY (2012)

ภาพยนตร์ไทย (เรียงลำดับตามปีที่ออกฉาย)

“รักโง่ๆ” (พ.ศ. 2556)

“ตั้งวง” (พ.ศ.2556)

“ประชาธิป’ไทย” (พ.ศ.2556)

“BOUNDARY ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” (พ.ศ.2556)

“คู่กรรม” (พ.ศ.2556)

“เกรียนฟิคชั่น” (พ.ศ.2556)

“บอดี้สแลม นั่งเล่น” (พ.ศ.2556)

“WISH US LUCK ขอให้เราโชคดี” (พ.ศ.2555) (ออกฉายในโรงภาพยนตร์ เมษายน 2556)

“พี่มาก พระโขนง” (พ.ศ.2556)

“จัน ดารา ปัจฉิมบท” (พ.ศ.2556)

“TOGETHER วันที่รัก”(พ.ศ.2555)

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” (พ.ศ.2554) (ออกฉายในโรงภาพยนตร์ ต.ค. 2555)

“ตีสาม 3D” (พ.ศ.2555)

“ปาดังเบซาร์” I CARRIED YOU HOME (พ.ศ.2554) (ออกฉายในโรงภาพยนตร์ ก.ย. 2555)

“จัน ดารา ปฐมบท” (พ.ศ.2555)

“รัก 7 ปี ดี 7 หน” (พ.ศ.2555)

“36” (พ.ศ.2555)

SHAKESPEARE MUST DIE (พ.ศ.2555)

“อันธพาล” (พ.ศ.2555)

“รักฉันอย่าคิดถึงฉัน” (I MISS U) (พ.ศ.2555)

“HOME ความรัก ความสุข ความทรงจำ” (พ.ศ.2555)

407 เที่ยวบินผี

30 กำลังแจ๋ว (พ.ศ.2554)

TOP SECRET วัยรุ่นพันล้าน (พ.ศ.2554)

พุ่มพวง (พ.ศ.2554)

ฝนตกขึ้นฟ้า (พ.ศ.2554)

อุโมงค์ผาเมือง (พ.ศ.2554)

INSECTS IN THE BACKYARD (พ.ศ.2553) (กรณีการแบน)

YES OR NO อยากรักก็รักเลย (พ.ศ.2553)

อินทรีแดง (พ.ศ.2553)

กวน มึนโฮ (พ.ศ.2553)

ชั่วฟ้าดินสลาย (พ.ศ.2553)

WONDERFUL TOWN (พ.ศ.2550)

โอเค เบตง (พ.ศ.2546)

มนต์รักทรานซิสเตอร์ (พ.ศ.2544)

14 ตุลา สงครามประชาชน(พ.ศ.2544)

เรื่องตลก 69

ด้วยเกล้า (พ.ศ.2530)

น้ำพุ (พ.ศ.2527)

มือปืน (พ.ศ.2526)

แผลเก่า (พ.ศ.2520)

ความรักครั้งสุดท้าย (พ.ศ.2518)

เงิน เงิน เงิน (พ.ศ.2508)

ชั่วฟ้าดินสลาย (พ.ศ.2498)

ดอกดินปริทรรศน์

“บุญชู” 20 ปีแห่งมิตรภาพ, ความรัก และความผูกพัน

biography series

STANLEY KUBRICK

AKIRA KUROSAWA

MARILYN MONROE THE FINAL DAYS 1

MARILYN MONROE THE FINAL DAYS  2

ROMAN POLANSKI 1

ROMAN POLANSKI 2

บทความ

5 ชอบ 5 ไม่ชอบ 2013

5 ชอบ 5 ไม่ชอบ 2012

สรุปความคิดเห็น ภาพยนตร์แห่งปี 2012

  1. มิถุนายน 24, 2011 ที่ 7:56 pm

    ีขอบคุณสำหรับบร๊อกดีดีอย่างนี้ครับ

  2. กรกฎาคม 3, 2011 ที่ 1:50 pm

    ต้องแวะเข้ามาบ่อยๆแน่นอนฮะ เพราะผมอยากเขียนบทวิจารณ์เก่งๆเหมือนพี่อะคับ ขอบคุณมากๆฮะที่เอามาโพสต์ไว้ในบล็อกนะคับ

    • กรกฎาคม 3, 2011 ที่ 9:13 pm

      น้องมอดอย่ามาเยินยอ อิอิ
      ตัวน้องมอดเขียนหนังสือสนุก น่าอ่านอยู่แล้ว มีสไตล์เฉพาะของตัวเอง และมีชีวิตชีวา
      ส่วนข้อเขียนที่เอามาโพสต์ หลายเรื่องก็เก่าแก่ตั้งแต่สมัยน้องมอดเป็น บก. กลับไปอ่านอีกที-ก็อยากจะแก้ แต่ก็ช่างมัน
      ยังไงก็ขอบคุณที่เข้ามาทักทายครับ

  3. กรกฎาคม 3, 2011 ที่ 5:49 pm

    ขอบคุณครับ ขอบคุณสำหรับ blog ดีๆครับ ^^

  4. กรกฎาคม 3, 2011 ที่ 8:10 pm

    ดีใจที่อาจารย์มีบล็อกซักทีครับ จะได้มาตามอ่านงานอาจารย์ได้อย่างต่อเนื่อง
    ด้วยความคิดถึงครับอาจารย์
    :)

    • กรกฎาคม 3, 2011 ที่ 9:16 pm

      แพท ไม่ได้เจอเลย สบายดีนะครับ
      แต่จริงระดับแพทไม่ต้องอ่านหรอก บล็อกนี้เอาไว้เผื่อสำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นตรงไหนซักแห่งมากกว่า
      แต่ยังไงก็ขอบคุณที่เข้ามาทักทายและเยี่ยมชมครับ

      • กรกฎาคม 4, 2011 ที่ 9:44 pm

        ตอนนี้แอบหนีมาเรียนภาษาที่นิวซีแลนด์ครับอาจารย์เลยไม่ได้เจอใครเลยฮะ หวังว่ากลับไปไทยน่าจะได้เจอกันเรื่อยๆครับ

        รักษาสุขภาพด้วยนะครับ :)

  5. กรกฎาคม 3, 2011 ที่ 10:08 pm

    เรียนคลาสภาพยนตร์วิจักษ์มาสองรอบก็แล้ว เจอตามงานรอบสื่่อก็บ่อยไป คุยกันก็เคย
    แต่ไม่เคยได้มีโอกาสบอกเลยครับว่า อาจารย์นี่แหละ คือ Idol เลยก็ว่าได้

    ตามอ่านคอลัมน์ใน Starpics กับ Filmax อยู่เรื่อยๆ สมัครตัวเป็นแฟนคลับแต่ไม่เคยแสดงออกชัดๆ เลยถือโอกาสบอกผ่าน Blog นี่เลยละกันนะครับ

    แล้วคงได้อาจารย์ในเร็ววันครับ

    • กรกฎาคม 3, 2011 ที่ 10:20 pm

      ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกกระมังครับ แต่ก็ขอบคุณหลายครับ ><
      แล้วเจอกันรอบสื่ออีกนะครับ

  6. กรกฎาคม 4, 2011 ที่ 10:48 am

    เย้ ในที่สุดก็มีบล็อกรวมบทวิจารณ์ดีๆ แล้ว ^ ^

    • กรกฎาคม 4, 2011 ที่ 9:31 pm

      ขอบคุณบิ๊กที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ แต่อวยกันเองมันเขินน่ะ ^ ^
      อีกอย่าง กำลังเสียขวัญ หลังจากที่อ่าน x-men ของบิ๊ก อิอิ โอ๊ะโอ คิดได้ไงเนี่ย

  7. กรกฎาคม 4, 2011 ที่ 11:35 pm

    มาทักทายอาจารย์ครับ

    • กรกฎาคม 5, 2011 ที่ 12:05 am

      ขอบคุณครับ เจอกันแต่ในหน้าหนังสือฟิล์มแม็กซ์เนอะ
      เห็นว่าใช้เวิร์ดเพรสเหมือนกัน ประเดี๋ยวว่างเมื่อไหร่จะเขียนอีเมล์ไปปรึกษาทางเทคนิคนะครับ

  8. กรกฎาคม 5, 2011 ที่ 4:58 pm

    ยินดีครับอาจารย์ ถามได้เลย แต่อีกเดี๋ยวผมจะเลิกเขียนแล้วนะครับเพราะต้องไปเลี้ยงลูก

  9. กรกฎาคม 5, 2011 ที่ 10:24 pm

    สวัสดีครับอาจารย์ ^.^

    • กรกฎาคม 8, 2011 ที่ 3:24 pm

      หวัดดีครับ ทักช้าไปหน่อย :) สบายดีนะครับ

  10. iryne
    กรกฎาคม 8, 2011 ที่ 1:22 pm

    อาจารย์คะ ลืมบอกอาจารย์ไปว่า หลังจากดู TF3 แล้วอยากจะเขียนวิจารณ์หนังที่ไม่ชอบส่งอาจารย์ใหม่อีกเรื่องแบบสั้นๆ หนูมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์วิจารณ์แล้วชอบแบบ ด๊อกวิวค่ะ 5555
    เมื่อคืนหลังจาก นนทรมย์ จารินี และนวพรดู the tree of life จบแล้วพบว่า.. ใช้พลังงานในการเสพสุนทรียศาสตร์ชิ้นนี้เยอะมากค่ะ แล้วก็ต้องคิดเยอะดีค่ะ แต่ไม่หลับนะอาจารย์ แต่ข้องใจว่าเค้าสงสัยในพระเจ้า ด่าพระเจ้าแต่อะไรที่ทำให้สุดท้ายแล้วเค้าเชื่อในพระเจ้า แล้วงูของอาจารย์คือตอนไหนอ่ะคะ หนูไม่แน่ใจ

    นนทรมย์

    • กรกฎาคม 8, 2011 ที่ 8:46 pm

      ถ้ามีแรงเหลือ จะเปลี่ยนไปเขียน tf3 ก็ได้นะครับ เพราะยังเพิ่มจะเริ่มตรวจ รอได้ และขอแสดงความยินดีกับทั้งสามคนที่่ได้ดูหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้ ‘ในโรงภาพยนตร์’ เพราะมันถือเป็นโอกาสที่หายากนะครับ หนังสวยจนน่าจะฉายในระบบสามมิติ ส่วนประเด็นความหมายเอาไว้คุยกันในคลาสส์นะครับ

  11. sombun ประธานชมรมคนรักหนังเก่า
    กรกฎาคม 12, 2011 ที่ 9:20 am

    ขอบคุณ อาจารย์ ครับ ผมคิดว่าเป็นวิทยาทานแก่สาธารณชนได้อย่างดีทีเดียว

    • กรกฎาคม 13, 2011 ที่ 11:04 am

      ขอบคุณคุณ sombun ที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ ผมได้ยินชื่อชมรมฯมานานแล้วครับ :)

  12. วานร
    กรกฎาคม 12, 2011 ที่ 5:00 pm

    สวัสดีครับ ผมสะสม อ่านซ้ำ ทำอนุกรม และใช้อ้างอิง บทความหนังคลาสสิกของคุณประวิทย์บ่อยมาก
    ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ครับ

    • กรกฎาคม 13, 2011 ที่ 11:16 am

      ขอบคุณคุณวานรที่ติดตามอ่านนะครับ ดีใจครับที่ข้อเขียนมีประโยชน์ และปลื้มที่อุตส่าห์สะสมและใช้อ้างอิง :)

  13. DoOz
    กรกฎาคม 13, 2011 ที่ 4:07 am

    ขอบพระคุณมากครับ เป็นพระคุณอย่างยิ่งสำหรับความรู้

  14. กรกฎาคม 18, 2011 ที่ 8:18 pm

    อยากให้รวบรวมเป็นหนังสือมานานคับ เพราะเป็นประโยช์มากคับ
    ได้ลงเป็นบล็อกก็ OK คับ
    … แต่ยังไม่เรื่อง Psycho ลงแฮะ

  15. sombun ประธานชมรมคนรักหนังเก่า
    กรกฎาคม 19, 2011 ที่ 10:47 am

    pwttas :
    ขอบคุณคุณ sombun ที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ ผมได้ยินชื่อชมรมฯมานานแล้วครับ

    ขอบคุณครับ …..ผมขอเรียนว่า ผมติดตามผลงานของพี่สุทธากรฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 ในหนังสือ ฟิล์มสตาร์ และติดตาม ผลงานของอาจารย์ มาตั้งแต่ หนังสือ หนังและวีดีโอ ครับ ( ผมยังเก็บสะสมหนังสืิอ สครีน + หนังและวีดีโอ + ฟิล์มวิว เอาไว้ครับ ) และเราเคยพบและพูดคุยกันที่ ห้องประชุม ชั้น 3 ตึก อปร. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2548 ในงานฉายหนังหัวข้อ PSYCHI FILM ด้วยครับ และ อาจารย์ได้กรุณาให้ลายเซ็น และ เบอร์มือถือแก่ผม และผมได้มอบนามบัตรไว้ให้อาจารย์ด้วยครัีบ ขอบคุณอีกครั้งครับ

    • กรกฎาคม 20, 2011 ที่ 2:29 pm

      จริงด้วยครับ ผมนึกออกแล้วครับ ขอบคุณที่ช่วยรื้อฟื้นความทรงจำ แต่ผมก็เห็นชื่อคุณสมบุญในเว็บไซท์โน่นนี่อยู่ตลอด แล้วแวะเข้าไปอ่านตามเว็บบอร์ดอยู่เรื่อยๆ ยังอดนึกไม่ได้ว่า คุณสมบุญนี่รอบรู้หนังเก่าสมชื่อชมรมฯจริงๆ :)

  16. ธิดา ผลิตผลการพิมพ์
    กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 1:27 am

    ขอสมัครเป็นแฟนบล็อกด้วยคนนะคะพี่ประวิทย์ ^^

    • กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 10:51 pm

      โอ ธิดาครับ ใครกันแน่ที่ต้องเป็นแฟนบล็อกใคร อ่านข้อเขียนในอิมเมจทีไร อิจฉาสำนวน ความเป็นกันเอง มุมมอง ขอบคุณที่แวะมาทักทายครับ หลานๆคงจะสบายดี
      รวมถึงพ่อของมันด้วย อิอิ

      • ธิดา ผลิตผลการพิมพ์
        กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 11:39 pm

        pwttas :
        โอ ธิดาครับ ใครกันแน่ที่ต้องเป็นแฟนบล็อกใคร อ่านข้อเขียนในอิมเมจทีไร อิจฉาสำนวน ความเป็นกันเอง มุมมอง ขอบคุณที่แวะมาทักทายครับ หลานๆคงจะสบายดี
        รวมถึงพ่อของมันด้วย อิอิ

        5555 หลายๆสบายดีค่ะพี่ พ่อของมันก็สบายดีค่ะ ^O^

      • ธิดา ผลิตผลการพิมพ์
        กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 11:40 pm

        เอ๊า พิมพ์ผิดซะนี่ *หลานๆ ค่ะ 55

  17. กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 1:28 am

    หวาดดีครับ จารย์ ผมแวะมาทักทายครับ ไม่คิดว่าจะบล็อคของจารย์ในที่นี่ จะตามอ่านต่อไปครับ

    อีวิล เดธ จงเจริญครับ

    • กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 10:59 pm

      เรียนจบแล้วใช่มั้ยครับ เพิ่งอ่านที่เขียนใน crop อ่ะ ผมชอบประโยคนี้จัง “ถ้าประชาชนไม่เข้มแข็ง อินทรีแดงเป็นสิบคนก็ไม่อาจจะช่วยสังคมนั้นให้พ้นไปจากหายนะได้”
      มันอธิบายตื้นลึกหนาบางของหนังได้ดีเหลือเกิน

  18. กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 1:30 am

    แฮ่ มีคนบอกว่าอ.มีบล็อกผมเรยตามมาอ่าน แต่จะบอกว่าใช้ http://www.blogger.com/
    หรือพวก exteen.com จะง่ายในการอัพมากกว่านะครับ คิดว่าบล็อกเกอร์อ.ต้องมีจีเมล์มั้ง ถึงจะอัพได้

    ปุ่น

    • กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 11:01 pm

      ป่านนี้ปุ่นน่าจะได้อีเมล์ที่เราเขียนถึงหนังของปุ่นแล้วนะครับ
      ตอนแรกก็เลือกอยู่ระหว่าง exteen กับ wordpress แต่พบปัญหาในทางเทคนิคบางประการเกี่ยวกับ exteen ก็เลยหันมาใช้ wordpress
      ตอนนี้เปลี่ยนคงยากแล้ว เพราะ upload ข้อเขียนไปเยอะแล้ว ยกเว้นมีใครมาปิดบล็อก

  19. sombun ประธานชมรมคนรักหนังเก่า
    กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 10:15 am

    pwttas :

    จริงด้วยครับ ผมนึกออกแล้วครับ ขอบคุณที่ช่วยรื้อฟื้นความทรงจำ แต่ผมก็เห็นชื่อคุณสมบุญในเว็บไซท์โน่นนี่อยู่ตลอด แล้วแวะเข้าไปอ่านตามเว็บบอร์ดอยู่เรื่อยๆ ยังอดนึกไม่ได้ว่า คุณสมบุญนี่รอบรู้หนังเก่าสมชื่อชมรมฯจริงๆ

    ขอบพระคุณครับ ….มิบังอาจครับ ผมก็แค่ คนรักหนังธรรมดาๆ ตัวเล็กๆ ในสังคม(ยุทธจักร)อันกว้างใหญ่นี้ คนหนึ่งเท่านั้นเองครับ

  20. ภัควดี วีระภาสพงษ์
    กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 2:56 pm

    ตามอ่านอีกคนค่ะ ^^

    • กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 11:06 pm

      ด้วยความยินดีครับ :)

  21. กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 10:04 pm

    อ.ประวิทย์ ที่เคารพ
    มีคนอยากอ่าน บทวิจารณ์
    “ความเงียบของเสียงแกะ”
    รบกวนอัพหน่อยสิครับ
    ผมลองค้นๆไฟล์แล้ว ไม่เจอเลยขอรับทั่นอาจารย์ที่เคารพ :)

    • กรกฎาคม 21, 2011 ที่ 11:13 pm

      ตามสั่งครับ 55555555
      แต่กลับไปอ่านอีกที แล้วอยากเขียนใหม่ แต่ก็ช่างมันเถอะ เลยตามเลย

      • กรกฎาคม 22, 2011 ที่ 7:23 pm

        อยากจะเขียนใหม่…
        ถ้า อ.ประวิทย์ บอกว่าอยากจะเขียนใหม่
        คนเขียนถึงหนังยุคหลังๆ คงต้อง
        “ทำลาย” ผลงานตัวเองไม่ให้เหลือเศษซากแล้วล่ะครับ :)

      • กรกฎาคม 22, 2011 ที่ 9:30 pm

        เกินปายยยย น้องชาย แล้วตั้มอย่ามาเนียนเรียกอาจารย์ อุอุ

  22. กรกฎาคม 22, 2011 ที่ 5:03 am

    ได้แล้วครับอ. ขอโทษด้วยที่ผมตอบช้า พอดีสองวันนี้้ยุ่งมากจริง ๆ ถ้าอ.ว่างและผ่านไปแถวหอศิลป์ แวะไปชั้นแปดนะครับ ผมมีงานใหม่ แสดง จนถึงวันที่ 25 กันยา ดีใจที่อ.ชอบ ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ครับ น้ำตาซึมเรยตอนอ่่าน

  23. กรกฎาคม 22, 2011 ที่ 6:15 am

    เสียอย่างเดียวในนี้ไม่มีปุ่มคลิกไลค์ ฮ่า ๆๆ รึมี ใครบอกที

  24. กรกฎาคม 22, 2011 ที่ 11:30 pm

    สวัสดีครับอาจารย์ ประวิทย์็ วันนี้มีคำถามมาถามครับ

    อยากจะให้อาจารย์แนะนำหนังหน่อยครับ หนังแนวเดียวกับ Dead Poets Society หรือ Fight Club หรือ Into the Wild อะครับ หนังที่ดูแล้วกระตุ้นให้คิด สร้างแรงบันดาลใจ หรือกระทั่งเปลี่ยนความคิดเปลี่ยนชีวิตอะครับ อาจารย์ช่วย list ให้หน่อยนะครับ กี่เรื่องก็ได้

    • กรกฎาคม 23, 2011 ที่ 10:06 pm

      คำถามยากครับ แต่จะลองพยายามตอบดูนะครับ จริงๆแล้ว หนังที่ดีส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วกระตุ้นให้คิดทั้งนะครับ
      แต่หนังที่สร้างแรงบันดาลใจ จำพวก dead poets (ซึ่งผมขอสารภาพว่าไม่ค่อยชอบ)นี่ ถ้าให้นึกเร็วๆ มีหนังเก่าอยู่สองสามเรื่องที่ผมชอบมากกกกกก
      และเวลาที่ผ่านไป ไม่มีผลต่อความรู้สึกที่มีต่อหนังพวกนี้
      ที่แน่ๆ หนังของแฟรงค์ คาปร้าสองเรื่อง it’s a wonderful life กับ mr.deed goes to town ที่ดูแล้วฟื้นฟูจิตใจดี
      อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยลืมก็คือ breaking away ของปีเตอร์ เยทส์ อ้อแล้วก็ที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ the miracle worker ของอาร์เธอร์ เพนน์
      ส่วนหนังใหม่หน่อยอย่าง forrest gump กับ shawshank redemption ก็ไม่เลว อีกเรื่องที่นึกออกเดี๋ยวนี้ก็คือ local hero ของบิลล์ ฟอร์ไซธ์
      แต่ถ้าเป็นหนังไทย ผมชอบหนังชุดบุญชู โดยเฉพาะภาคสองเป็นตอนที่ผมว่าดีที่สุด จริงๆแล้ว พี่บัณฑิตเป็นคนทำหนัง feel good ที่เก่งที่สุดคนหนึ่ง
      “อนึ่งคิดถึงพอสังเขป” ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ชอบมาก
      แต่หนังพวกนี้ไม่ได้ถึงกับเปลี่ยนความคิดหรือชีวิตหรอกนะครับ

  25. กรกฎาคม 24, 2011 ที่ 6:28 pm

    ขอบคุณอาจารย์มากครับ แล้วจะไปตามหามาดู ที่อาจารย์แนะนำมานั้น forrest gump กับ shawshank redemption ดูแล้ว กับหนังชุดบุญชู ที่จำได้ว่าเคยเช่ามาดูทุกภาคแล้วดูติดต่อกัน สร้างความหรรษาให้แก่ชีวิตมาก

  26. กรกฎาคม 26, 2011 ที่ 12:40 pm

    อยากให้รวบรวมเป็นหนังสือมานานคับ เพราะเป็นประโยชน์มากคับ
    ได้ลงเป็นบล็อกก็ OK คับ
    … แต่ยังไม่เรื่อง Psycho ลงแฮะ

    • กรกฎาคม 28, 2011 ที่ 12:45 pm

      ต้นฉบับ psycho ค่อนข้างยาวครับ และเขียนไว้นานมากกกกกกกกกก ขอตรวจทานแก้ไขก่อนนะครับ
      และรู้สึกว่ามันควรจะมีรูปประกอบที่สอดคล้องอ่ะครับ แต่ตอนนี้ยังไม่มีเวลาแค็พรูปเลยครับ

  27. อิท
    กรกฎาคม 26, 2011 ที่ 8:36 pm

    ขอจดลิสไปหามาดูตามที่อาจารย์แนะนำด้วยคน ^^

  28. อิท
    กรกฎาคม 26, 2011 ที่ 8:40 pm

    ลืมบอก ผมก็ชอบ อนึ่งคิดถึงพอสังเขป ครับ ตอนดูผมหลุดเข้าไปอยู่กับภายนตร์เลย เรื่องนี้เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ชอบมากๆกับภาพยนตร์

  29. กรกฎาคม 28, 2011 ที่ 5:30 am

    ครับ เรียนจบแล้วครับ อาจารย์แล้วก็เป็นนักวิจารณ์สมัครเล่น อยู่แถวๆนี้ล่ะครับ ขอบคุณที่อาจารย์ชอบที่ผมเขียนครับ

    คิดถึงอาจารย์มากเลยครับ จะหาโอกาสมาคุยเรื่อยๆครับ จารย์ดูพุ่มพวงยังครับ เป็นไงบ้าง

    • กรกฎาคม 28, 2011 ที่ 12:49 pm

      ดูพุ่มพวงแล้วครับ เพิ่งเขียนส่งหนังสือสีสันไปเดี๋ยวนี้เอง ผมชอบนะครับ ชั้นเชิงและวิธีการเล่ามีเสน่ห์มาก
      แล้วเทคนิค split screen ก็ใช้ได้เท่มากๆ

      • กรกฎาคม 29, 2011 ที่ 2:33 am

        ครับ ผมกำลังจะไปดูครับ จารย์ พอจารย์บอกไปตีตั๋วด่วนดีกว่า จารย์ดู Killer inside me ยังครับ

      • กรกฎาคม 29, 2011 ที่ 11:32 pm

        ดูแล้วครับ โดยรวมก็โอเค.นะ แต่เรื่องมันซับซ้อนยอกย้อนเหลือเกิน ดูแล้วยังก็ยังงงๆ แล้วยังไม่มีโอกาสได้ดูซ้ำ

  30. ไป๋อารีย์..4
    กรกฎาคม 28, 2011 ที่ 2:15 pm

    สวัสดีครับ อาจารย์ประวิทย์..

    ดีใจที่ได้มาเจอบล็อคของอาจารย์จนได้(อันนี้ต้องขอบคุณมิสเตอร์อเมริกัน) ชอบที่อาจารย์เขียนบทความหนังเก่า ให้สตาร์พิค มันน่าสนใจดี….ทุกวันนี้อาจารย์ยังสอนที่ม.กรุงเทพหรือเปล่าครับ
    ตอนเรียนกับอาจารย์ผมละชอบจริงๆลีลาการพูดของอาจารย์เนี่ย555….หวังว่าอาจารย์ยังวิจารณ์แบบถึงลูกถึงคนต่อไปนะครับ…ขอบคุณคร๊าบบบ (อาจารย์เคยดูเรื่องลูกอีสานไหมครับ อาจารย์ว่าหนังมันเป็นยังไงมั่งครับ พอดีผมพึงดูไป ผมว่ามันหายากที่จะหาคนทำหนังแบบนี้ในยุคสมัยนี้)

    • กรกฎาคม 29, 2011 ที่ 11:28 pm

      ยังสอนอยู่ครับ คุณเอกภพ คุณน่าจะเพิ่งเรียนจบเมื่อปีที่แล้วใช่มั้ย
      ลูกอีสานได้ดูนานแล้วครับ ชักจะเลือนๆ แต่อย่างหนึ่งที่จำได้แม่นก็คือ มันเป็นหนังให้ความรู้สึกเหมือนจริงมากๆ ทั้งนักแสดง ภาษาที่ใช้ เรื่องที่บอกเล่า

      • ไป๋อารีย์..4
        กรกฎาคม 29, 2011 ที่ 11:57 pm

        ขอบคุณอย่างยิ่งที่อาจารย์ยังจำชื่อผมได้ครับ..ฮ่าๆ
        อาจารย์สบายดีนะครับ หวังว่ารุ่นน้องๆคงไม่ทำให้อาจารย์ปวดหัวเวลาสอนนะครับ…ขอบคุณครับ

  31. กรกฎาคม 30, 2011 ที่ 2:49 am

    วันนี้ดูหนังไปสองเรื่องครับ คือ Killer inside me กับ Confessionของผู้กำกับ เมโมรี่ ออฟ มัสซึโกะ ครับ หนังสนุกทั้งสองเรื่องเลย แถมค่อนข้างแปลกมาก

    แต่ที่ผมชอบในหนังคือ สันดานมนุษย์นี่ล่ะครับ หนังมืดมนได้ใจเลยทั้งคู่ อาจารย์ดู คอนเฟชชั่นยังครับ

    ผมเรียนจบมาก็ยังหางานเป็นตัวตนไม่ได้สัก แต่พยายามมุ่งมั่นทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ครับ หวังว่าจะเจออาจารย์อีกสักครั้งครับ

    • กรกฎาคม 31, 2011 ที่ 11:08 am

      ดู confession แล้วครับ มันเป็นหนังที่มืดมาก และเลือดเย็นมาก ได้เขียนถึงด้วยครับ
      ขอแนะนำว่า ถ้าไม่รีบร้อนทำงาน ก็เรียนต่อสิครับ เผื่อว่าทางเลือกข้างหน้ามันจะเพิ่มมากขึ้น

      • สิงหาคม 2, 2011 ที่ 4:50 am

        สภาพคงต้องรีบหางานล่ะครับ กะทำงานไปเรียนไปครับ อยากเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติม เพราะอยากนักแปลหนังสือด้วยครับ

        อยากไปดูกัปตันอเมริกา แต่ไม่มีเวลาเลยครับ จารย์ดูยังครับ

      • สิงหาคม 2, 2011 ที่ 4:35 pm

        ดูแล้วครับ หนังสนุกใช่ได้ แต่ผมไม่ใช่แฟนของมาร์เวล เลยไม่รู้ว่าซุปเปอร์ฮีโร่แต่ละตัวมันเกี่ยวดองกัน ถ้าได้ดูจะรู้ว่าผมหมายถึงอะไร อิอิ

  32. Kittanai
    สิงหาคม 2, 2011 ที่ 12:22 am

    ผมเป็นลูกศิษย์อาจารย์ผ่านทางหนังสือครับ

  33. อิท
    สิงหาคม 2, 2011 ที่ 1:14 am

    วันก่อนผมไปดู กันตันอเมริกามาครับอาจารย์ ลองดูแบบ 3D ไหงมันไม่ค่อยทะลุจอเลย แต่ก็สนุกดีนะครับ

    ปล. ตอนนี้ที่เกษมบัณฑิต เริ่มส่งหัวข้องานจบกันแล้วครับ กลุ้มกันเป็นแถบ – -”

    • สิงหาคม 2, 2011 ที่ 4:31 pm

      ผมว่าเวลาสายตาเราเลิกตื่นเต้นและคุ้นเคยกับความเป็น 3d แล้ว มันก็เหมือนกับหนัง 2d ทั่วไป
      ความต่างระหว่าง 3d กับ 2d ในความเห็นของผมก็คือ ราคาตั๋วของ 3d แพงกว่า 2d และต้องใส่แว่น ซึ่งลดระดับความสว่างของภาพไปเยอะเหมือนกัน
      กัปตันอเมริกาเป็นหนังที่ยิ่งไม่เหมาะกับการดู 3d เพราะมันทึมตลอดเรื่อง โชคดีที่หนังสนุก โปรดันชั่นดีไซน์น่าตื่นตา เลยไม่ค่อยทรมาน
      อ้อ อิทครับ ฝากความคิดถึงไปถึงเพื่อนๆด้วยนะครับ หวังว่าคงจะเรียนจบกันถ้วนหน้า :)

  34. ไป๋อารีย์..4
    สิงหาคม 3, 2011 ที่ 11:55 pm

    สวัสดีครับ…อาจารย์ประวิทย์

    อาจารย์ได้ดู เรื่อง the way back หรือยังครับ อยากจะตบมือดังๆให้กับผู้กำกับเหลือเกิน นี่ขนาดผู้กำกับอายุก็ไม่ใช่น้อยๆแต่พลังเหลือล้นจริงๆฮ่าๆๆ ทุกๆปีผมหวังว่าจะมีหนังแนวนี้ตลอดเลยครับ หนังสเกลใหญ่ๆแต่เล่าแบบเรียบง่าย…ผมว่าสนุกดีนะครับ

    • สิงหาคม 4, 2011 ที่ 11:07 am

      ยังเลยครับ เพิ่งรู้ว่าเป็นหนังของปีเตอร์ เวียร์ นึกว่าเลิกทำไป เดี๋ยวจะไปเสาะหามาดู

  35. ไป๋อารีย์..4
    สิงหาคม 11, 2011 ที่ 2:06 am

    อาจารย์ได้ดูหนังจากจากประเทศอินเดียมั่งหรือเปล่าครับ พวกกระตูลบอลลีวู้ดอะครับ
    ผมก็เลยมีโอกาศได้ดูไปด้วย ดูไปดูมา ปรากฏว่าหนังบ้านเขาทำดีมากเลยนะครับ ยิ่งพวกหนังดราม่าจัดๆแบบบีบน้ำตาสุด555 (ถ้าไม่ได้คิดมากเรื่องร้องเต้นอันเป้นเอกลักษณ์ของหนังบ้านเขา) ผมว่าหนังบ้านเขาดูสากลดีนะครับ แล้วที่แน่ๆโปรดักชั่นอลังการมาก

    • สิงหาคม 12, 2011 ที่ 9:54 pm

      ยกเว้นหนังของมีร่า แนร์ หรือของ deepa mehta แทบไม่ได้ดูเลยครับ ห่างไกลมาก

  36. สิงหาคม 12, 2011 ที่ 8:48 am

    ผมก็ชอบหนังอินเดียนะ ชอบ อามิตา ปัจจัน มากๆ เล่นเรื่องหนึ่งเป็นพ่อที่รักลูกสะใภ้และพยายามจะแหวกกฏประเพณีให้ลูกแต่งงานใหม่ หลังลูกชายตายไปแล้ว ดูแล้วสนุกมาก น้ำตาซึมเลย จารย์

    ขาร์รุก ขานก็ชอบ

    • สิงหาคม 12, 2011 ที่ 10:00 pm

      สมัยเด็กๆ ผมดูเรื่อง ช้างเพื่อนแก้วกับสามพี่น้อง (ไม่รู้รู้จักอ่ะเปล่า) สนุกเป็นบ้า เศร้าเป็นบ้าด้วย T T

  37. เต่เต๊
    สิงหาคม 13, 2011 ที่ 5:44 am

    อ ประวิทย์ เต่เต๊เองนะครับ อาจารย์เคยเขียนถึง Rebecca ไหมจ๊ะ ผมกำลังจะเขียนถึง เลยอาจหยิบมาอ้างอิงถึงบางประเด็นน่ะครับ

    • สิงหาคม 13, 2011 ที่ 9:24 pm

      ไม่เคยเขียนถึงครับ เพราะจำได้ว่าอาจารย์แดงกับพี่สุทธากรเคยเขียนไว้ในหนังสือหนังยุคก่อน เลยเหมือนกับข้ามไปนะครับ

  38. สิงหาคม 13, 2011 ที่ 9:33 pm

    จารย์ครับ อ่านคอลัมน์ของหนังเหนือเครือข่ายเมเจอร์แล้ว อยากดูหนังหลายเรื่องเลยครับ น่าดูมาก เสียดายจริงๆ

    อยากดูไอ้ช้างได้ยินมานานแล้วว่า หนังเขาดี ผมคงต้องไล่ตามหนังเก่าอีกเยอะ

    ช่วงนี้ผมเิริ่มหาหนังเก่าๆมาดูครับ โดยเฉพาะยุคสตีฟ แม็คควีน พึ่งดูแหกค่ายมตฤยูไปครับ สนุกดี บทดีมาก สตีฟแกเท่มากครับ

    จารย์มีหนังยุคนี้อะไรน่าดูอีกครับ

    ตอนนี้กำลังเล็ง Shane หนังคาวบอย

    • สิงหาคม 14, 2011 ที่ 12:23 pm

      เอาเฉพาะสตีฟ แม็คควีนนะครับ ที่แน่ๆก็คือเรื่อง bullitt หนังตำรวจที่มาก่อนเดอร์ตี้แฮร์รี่ และฉากขับรถไล่ล่าในซานฟรานฯ ก็น่าตื่นเต้นมากกกกกกกกก และมาก่อน
      french connection, thomas crown affair ที่เป็นเรื่องปล้นแบงค์ก็เท่มากๆ แล้วก็ผมก็ชอบเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้มากด้วย, the getaway ที่เล่นกับอาลี แม็คกรอว์ที่เป็นเรื่องปล้นแบงค์เหมือนกัน-ก็ไม่เลว แต่อารมณ์ของหนังมันมืดกว่า และที่ไม่เคยลืมก็คือ papillon ซึ่งผมได้ดูในโรงหนังตอนกลับมาฉายใหม่ หนังแนวคนคุกอ่ะครับ
      มานึกดู ผมก็ชอบสตีฟ แม็คควีนนะครับ ผมคิดว่าเขาเป็นนักแสดงที่มีข้อจำกัด ขอบข่ายไม่กว้างมาก แต่เลือกบทได้เหมาะสมกับบุคลิก เงียบขรึม ลึกลับ เก็บตัว ต่อต้านสังคม
      ไอ้ช้างเป็นหนังเครียดมาก ผมก็ได้ดูทั้งเป็นวีดีโอ และฉายในโรง นานมากแล้ว ยังไม่มีโอกาสหามาดูซ้ำเลย

      • สิงหาคม 15, 2011 ที่ 6:19 am

        จะรีบไปหามาดูครับ จะว่าไปบ้านผมก็ชอบแม็คควีนกันหมด พ่อผมนี่ชอบไอ้ปืนโตมาก ควรไปหาหนังแกมาดูอีกตรึมจริง

        พึ่งดูเบนเฮอร์ไปครับ ยิ่งใหญ่จริงๆครับหนังเรื่องนี้ คงไำม่มีหนังเรื่องไหนทำแบบนี้อีกแล้ว ชารฺ์ลตัน เฮสตันสุดยอดจริงๆครับ ฉากแข่งม้ามันมากครับ

        หนังแม็คควีนเดี๋ยวหามาดูให้ได้เลยครับ

  39. สิงหาคม 14, 2011 ที่ 12:09 am

    อาจารย์คับ ความประมาทอยู่ที่ไหนความประมาทก็อยู่ที่นั่นใช่ไหมคับ hahaha

    • สิงหาคม 14, 2011 ที่ 11:59 am

      คือมันพูดเรื่องนี้บ่อยจนผมรำคาญตัวเอง เลยออกไปโต้คลื่นลมกลางทะเลบ้างอ่ะครับ หุหุ

  40. สิงหาคม 14, 2011 ที่ 12:13 am

    อยากให้อาจารย์มาสอนใน class film อีกคับ ;D

  41. สิงหาคม 14, 2011 ที่ 3:30 pm

    อยากสอบถามถึงการฉายภาพยนตร์ที่สวนโมกข์ กรุงเทพฯครับ ว่ายังมีจัดอยู่หรือเปล่า ผมเคยไปดู Café Lumière แล้วชอบบรรยากาศการดูหนังที่นี่มาก แต่ไม่เห็นมีในตารางกิจกรรมของสวนโมก์แล้ว เลยอยากรู้ว่ายังมีจัดอีกหรือเปล่า

    • สิงหาคม 14, 2011 ที่ 4:44 pm

      พอดีผู้จัด ซึ่งก็คือมูลนิธิโกมลคีมทอง เขาชวนผมมาอีกที เลยไม่มีข้อมูลเลยครับ
      แต่ก็เป็นบรรยากาศของการดูหนังและพูดคุยแลกเปลี่ยนที่สนุกจริงๆ

  42. Sun
    สิงหาคม 17, 2011 ที่ 12:16 am

    สวัสดีค้าบ อ.ประวิทย์ แวะมาทักทายในบล็อกค้าบจาก ภาพยนตร์วิจักษ์ 14 นะครับ ^^

  43. Sun
    สิงหาคม 17, 2011 ที่ 12:25 am

    อ.ประวิทย์ค้าบ อยากเชิญอาจารย์มาเป็น Guest ในงาน Film Hunt จังเลยในวันศุกร์ที่ 9 กันยาที่ ม.กรุงเทพครับมาพูดคุยถึงหนังในหัวข้อ อารยะขัดขืน ในระบอบการปกครอง ในหนังเรื่อง Lord of the flies ครับผม

    • สิงหาคม 21, 2011 ที่ 2:05 pm

      ขออภัยที่ตอบช้า แต่ถ้าหากไม่สายเกินไป สงสัยคงต้องคุยรายละเอียดทางอีเมล์แล้วล่ะครับ

  44. Sun
    สิงหาคม 21, 2011 ที่ 8:52 pm

    ส่งรายละเอียดไปแล้วนะครับ ขอบคุณครับ อิอิ

  45. วานร
    สิงหาคม 23, 2011 ที่ 7:22 pm

    เมื่อไหร่จะถึงคิวรีโพสต์ Cinema Paradisso ครับ? (คิดว่าผมคงพลาดอ่านจากใน Starpics น่ะครับ)

    • สิงหาคม 24, 2011 ที่ 11:16 am

      ผมเคยเขียนถึง cinema paradiso เมื่อนานมาแล้วใน “ลลนา” ครับ
      ตอนหนังเพิ่งได้ออสการ์มั้ง (ราวๆปี 1989) ว่าจะเอามาเขียนใหม่ใน
      สตาร์พิคส์ ก็ยังไม่ได้จังหวะเหมาะเลยครับ

  46. วานร
    สิงหาคม 25, 2011 ที่ 11:39 am

    ถ้างั้นหากอาจารย์ได้ฤกษ์รจนาเมื่อไหร่ ผมขอรีเควสต์ประเด็นฉบับดั้งเดิมเทียบกับฉบับDi-cut ด้วยเลยนะครับ ขอบคุณครับ

  47. สิงหาคม 28, 2011 ที่ 1:09 am

    อาจารย์ คิดยังไงกับบทหนัง อินเซ็ปชั่น คับ

    • สิงหาคม 29, 2011 ที่ 5:00 pm

      โอ ตอบยังไงดี ผมว่ามันแข็งแรงตั้งแต่ขั้นตอนที่พวกเขียนบทเรียกว่า big idea แล้วมั้งครับ และส่วนที่ท้าทายก็คือการวางกรอบในการเล่าที่ดูซับซ้อน แต่คนดูไม่งุนงงสับสน
      ขณะที่ส่วนที่เป็น characterization หรือแจกแจงบุคลิกตัวละคร-ก็ไม่ได้แปลกใหม่นะครับ เช่น ปมของพระเอกเรื่องครอบครัว ความจริงความฝัน แต่ที่โดดเด่นก็คือเรื่องลูกข่าง กับวิธีจบเรื่องที่ปล่อยให้ผู้ชมไปทะเลาะกันเองตอนเดินออกจากโรงว่า ตกลงมันจริงหรือฝันกันแน่
      ผมว่ามันมีคุณสมบัติของบทหนังที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ มันง่ายและยากในตัวมันเอง ง่ายในแง่ที่เรารู้ว่าเส้นเรื่องมันจะมุ่งไปในทิศทางใด ยากหรือซับซ้อนตรงที่มันผูกโยงอยู่กับเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ง่าย (เช่น เรื่องสถาปัตยกรรมทางด้านความฝัน หรือการโจรกรรมความฝัน หรือรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ)
      สรุปแล้ว ผมจะพูดเกี่ยวกับบทหนังเรื่องนี้อย่างไรได้นอกจากบอกว่ามันก็เทพมากๆนะสิครับ :)

      ทั้งง่ายและซับซ้อนในตัวมันเอง และ

  48. สิงหาคม 28, 2011 ที่ 11:17 pm

    หวัดดีอาจารย์ครับ ไม่ได้แวะมานานช่วงนี้ ผมไม่ค่อยได้เข้าโรงหนังเลย แต่จะเข้าไปดูรักจัดหนักอยู่ ขนาดหนังที่ต้องไปดูในฐานะสาวกอย่าง Final Des 5 ผมยังไม่ได้เข้าไปดูเลย

    ผมพึ่งนั้่งดู สครีม 4 ไป ผมชอบภาคนี้มากเลย อาจารย์ดูยังครับภาคนี้ ผมคิดว่า คราเว่นกับคนเขียนบทคืนฟอร์มจริงๆ

    ผมได้เขียนลงสตาร์พิคด้วยนะครับ จารย์เขียนเรื่อง อพอลโล่ 18 ไป ลงเล่มปักษ์แรกเดือนกันยายนครับ

    ต่ิอจากเรื่อง สตีฟ แม็คควีนครับ ตอนนี้ผมกำลังนั่งดูซีรีย์เรื่อง Wanted:Dead Or alive หรืิอไอ้ปืนโตครับ ต้องขอบคุณพ่อมากที่แนะนำ้เรื่องนี้ แม็คควีนเท่มากๆ เป็นพระเอกในดวงใจไปแล้ว อาจารย์เคยเขียนหนังของแม็คควีนมั้ยครับ อยากอ่านจัง

    • สิงหาคม 29, 2011 ที่ 4:46 pm

      รู้จากปกรณ์อ่ะครับว่าได้เขียนบทความในสตาร์พิคส์ ยินดีด้วย และจะรออ่านนะครับ ผมยังไม่ได้ดูทั้ง final 5 และ scream 4 แต่ก็ได้ยินคนบอกเหมือนกันว่า scream 4 ควรดู แต่บังเอิญเราก็แค่ผู้ปฏิบัติธรรมขาจร ไม่ได้เป็นสาวกเหนียวแน่น รักจัดหนักก็โอนะครับ ตอนแรกกับตอนสามสนุกเชียว

  49. สิงหาคม 29, 2011 ที่ 12:12 am

    สวัสดีครับอาจารย์ผมเจออาจารย์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 15 ด้วยครับ ผมนั่งอยู่แถวๆ อาจารย์กับพี่ปูน่ะครับ ขอโทษอาจารย์ด้วยนะครับที่ไม่ได้เข้าไปคุย เห็นอาจารย์ทำหน้าเครียดๆ เลยไม่กล้าเข้าไปคุยน่ะครับ ^^”
    ปล. เวลาฟังอาจารย์พูดบนเวที ถึงภาพยนตร์สั้นเรื่องต่างๆ แล้วชอบมากครับ ฆ่าเวลาดีแถมฮาด้วย

    • สิงหาคม 29, 2011 ที่ 4:39 pm

      สงสัยหน้าตาจะเครียดจริงๆ แต่ไม่มีอะไรครับ อาจจะเพียงแค่กังวลเล็กน้อยว่าจะต้องขึ้นไปพูดอะไร ทักได้ครับ จริงๆก่อนงานจะเริ่ม ผมก็คุยเลอะๆเทอะๆกับใครต่อใครจนเดินเข้ามาตอนงานเกือบจะเริ่ม :)

  50. กันยายน 11, 2011 ที่ 1:07 am

    หวัดดีครับอาจารย์ ขอบคุณมากครับผมสำหรับงาน Film Hunt นะครับงานดึกคักมากเลย ^^

    • กันยายน 15, 2011 ที่ 12:04 am

      ยินดีครับ ผมเลยได้หนังมาเขียนอีกเรื่องหนึ่งด้วย สบายไป :)

  51. ไป๋อารีย์..4
    กันยายน 13, 2011 ที่ 12:20 am

    สวัสดีครับอาจารย์

    พอดีมีโอกาศได้ดูหนังเก่าๆเรื่อง High and Low หนังของ kurosawa อาจารย์เคยดูมั้ยครับ
    หนังเขาดีจริงๆ ผมชอบตรงที่เขากำกับให้ตัวละครมันเดินไปเดินมาระหว่างคุยกันแล้วไม่มีใครบังใครเลย
    แปลกดีจริงๆ แล้วก็เป็นหนังที่พูดกันมากแล้วดูไม่เบื่ออีกเรื่องเลยทีเดียว..

    • กันยายน 15, 2011 ที่ 12:06 am

      เป็นหนังของคุโรซาว่าหนึ่งในสามหรือห้าเรื่องที่ผมชอบมาก เขียนถึงด้วย เดี๋ยวจะเอามา post ลงในบล็อกแล้วกันนะครับ แต่คุโรซาว่าขึ้นชื่อเรื่องการจัดวางภาพอยู่แล้ว ในหนังเรื่อง yojimbo ก็เหมือนกัน ฉากที่พระเอกเจอกับผู้ร้ายกลุ่มเบ้อเริ่ม แต่ไม่มีใครยืนซ้อนใครเลย

  52. กันยายน 14, 2011 ที่ 2:51 am

    สวัสดีครับ อาจารย์

    ได้ดูรักจัดหนักแล้ว ผมคิดว่า หนังค่อนดีและสนุกมากทีเดียว โดยเฉพาะสองตอนหลังอย่าง เป็นแม่เป็นเมีย ที่เป็นหนังที่ผมดูแล้วอิน คงเพราะเป็นเด็กต่างจังหวัดเลยหนังออกแบบนี้ และมองว่า ร้านมันจับประเทศมาเล่นเเลยด้วยซ้ำครับ

    ทองแฮงค์ เจ๋งมากจนไม่รู้จะพูดยังไงครับ คือ มันเป็นหนัง Coming of Age ที่ดีมากเลย ผมมองว่า หนังเรื่องนี้มันโตขึ้นจริงๆครับ ปัญหาในเรื่อง จนมาน้องทอมนี่เหมือนหนังประเด็นอัดมาหนักมากจนหลบไม่ทันครับ มันทำให้คิดได้หลายอย่างจริงๆ

    ช่วงนี้ผมง่วนอยู่กับการเขียนเรื่องสั้นส่งประกวดนานมีครับ เลยไม่ค่อยได้เขียนส่งสตาร์พิคเลย อาจารย์มีหนังสือแนะนำมั้ยครับ พวกนิยายหรือเรื่องสั้นสรางแรงบันดาลใจครับ

    งานหนังสือปีนี้จารย์ไปมั้ยครับ ผมจะแวะไปซื้อหนังสือสตีเฟ่นคิงมาอ่าน เรื่อง แสตนบายมีครับ

    • กันยายน 15, 2011 ที่ 12:09 am

      ผมชอบตอนแรกที่สุดนะ มันดูสมจริง นักแสดงเล่นได้เป็นธรรมชาติ แต่ทุกเรื่องก็มีทีเด็ดของตัวเอง นางเอกเรื่องหลังสุดก็เล่นดี และผมชอบตอนจบเรื่องที่เป็นฉากเป่าเค้ก มันดูเป็นลางร้ายยังไงชอบกล

      • กันยายน 17, 2011 ที่ 8:54 am

        ลางร้ายเลยหรือครับ อาจารย์

      • กันยายน 18, 2011 ที่ 11:08 pm

        ก็มันจบแบบชวนให้คิดแบบนั้นอ่ะครับ เป่าเทียนปุ๊ป หนังตัดไปเป็นความมืดปั๊ป มันขัดแย้งกับบรรยากาศของงานวันเกิดเยอะเลย ผมว่านะครับ

  53. กันยายน 15, 2011 ที่ 8:49 pm

    เมื่อวานนี้เห็นอาจารย์ไปดู I Don’t Know How She Dose it ด้วยล่ะครับ แต่ไม่ทันทักเพราะเจอหน้าโรง ตอนอาจารย์จะเข้าไปพอดี ส่วนผมก็ง่วนกับกองกระดาษ ถ้าอาจารย์สังเกตเห็น

    ผมดูเรื่องนี้ไปครึ่งเรื่องแล้วปวดห้องน้ำ เลยออกมา แต่พอออกมาแล้วก็ขี้เกียจเข้าไปดูต่อ…ฮา หนังดูเนือยๆน่าเบื่อมากเลย แม้ว่าจะพอดูได้เรื่อยๆก็ตาม แต่กลับกลายเป็นว่านี่เป็นหนังเรื่องที่สองของปีแล้วที่เดินออกกลางคัน นิสัยเสียจริงๆ เรานี่

    เรื่องสุดท้าย ได้ยินซันเล่าว่า อาจารย์ไม่ค่อยชอบอุโมงค์ผาเมือง ชักอยากจะอ่านรีวิวเรื่องนี้แล้วสิครับ

    • กันยายน 15, 2011 ที่ 10:35 pm

      หนังพอทนครับ ครึ่งเรื่องแรกต้องใช้ความพยายามพอสมควร แต่ถึงตอนหลังก็ค่อยยังชั่ว ไม่รู้สึกว่ามันยืดยาด โชคดีหนังไม่ยาว และผมว่าเกร็ก คินเนียร์เป็นนักแสดง character actor ที่ไว้ใจได้ เล่นแล้วดูมีเสน่ห์
      เพิ่งเขียนอุโมงค์ผาเมืองเสร็จอ่ะครับ แต่กว่าจะได้ตีพิมพ์ในแฮมเบอร์เกอร์ก็โน่นเลย อีกเดือนกว่า
      ก็ไม่ชอบครับ และรู้สึกเสียดายโอกาส มันน่าจะดีได้กว่านี้ เข้มข้นได้กว่านี้ นักแสดงบางคนก็ผิดที่ผิดทาง และตอนจบมันยัดเยียดสั่งสอนยังไงพิกล

  54. กันยายน 16, 2011 ที่ 8:09 pm

    เสียดายอุโมงค์ผาเมืองเช่นกันอ่ะครับ หนังหลอกเข้าอุโมงค์ตั้งนาน – * -

  55. กันยายน 17, 2011 ที่ 10:52 pm

    อาจารย์ดูหนังเรื่อง ที่รัก ยังคับ ผมว่าจะไปดูอยู่แต่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ก่อนไปดู กลัวหลับ :p

    • กันยายน 18, 2011 ที่ 11:10 pm

      ผ่านซักสิบนาทีแรกของหนังไปได้ ก็น่าจะตั้งตัวได้ครับ หนังนิ่งพอสมควร และต้องใช้เวลาละเลียด ละเมียดเยอะเหมือนกัน แต่ผมว่าเป็นหนังที่สวยงาม

      • NWP
        กันยายน 29, 2011 ที่ 9:53 pm

        สิบนาทีแรกเป็นช่วงที่ลากเลือดที่สุด แต่เมือดูจบแล้วสิบนาทีแรกกลับอยู่ถูกที่ถูกทางอย่างขาดหายไปไม่ได้

  56. กันยายน 23, 2011 ที่ 1:26 am

    อาจารย์ช่วยแนะนำหนังผี ที่่น่ากลัวๆ ที่ไม่ได้ใช่แค่เสียงทำให้ตกใจให้หน่อยได้ไหมคับ ซัก เรื่องสองเรื่อง ขอบคุณคับ ;)

    • กันยายน 23, 2011 ที่ 11:07 pm

      หนังผีที่น่ากลัวตลอดกาลสำหรับผมก็คือ the exorcist ของวิลเลี่ยม ฟรีดกิ้นส์
      อีกเรื่องที่เล่นกับบรรยากาศได้ดีมากๆเท่าที่นึกออกตอนนี้ก็คือหนังสเปนเรื่อง the orphanage

  57. กันยายน 23, 2011 ที่ 2:26 am

    รอสัมภาษณ์อาจารย์ครับกับ Melancholia 555 (แล้วก็ตามทวง review Lord of the flies ด้วยครับ) ฮ่าๆ

  58. กันยายน 23, 2011 ที่ 2:31 am

    ได้รับแล้วค้าบขอบคุณมากค้าบบ ^^

  59. วานร
    ตุลาคม 2, 2011 ที่ 11:47 pm

    อยากถามอาจารย์ครับ ว่าทำไมไดแอน คีตัน ถึงยอมมาเล่น Annie Hall ให้วู้ดดี้ อัลเลน ทั้งๆที่จากกันไม่ค่อยสวย แต่เนื้อหาในหนังเป็นกลับเป็นการย้อนรอย’ช่วงสวีท’ของทั้งคู่แทบทุกประการ(อ้างจากบทความของอาจารย์) -หรือเราจะเรียกว่าอัลเลน’ตีแผ่หมดเปลือก’ชีวิตช่วงนั้นของเขาได้เลยด้วยซ้ำ ตรงนี้ไดแอนเคยให้เหตุผลไว้ที่ไหนบ้างหรือเปล่าครับ

    ไม่น่าเชื่อว่าหนังกึ่งอัตชีวประวัติของคนๆนี้ยังกระตุ้นให้บางคนที่ได้ดู-ยังอยากรู้ลึกไปกว่าที่เขาเล่าให้เราฟังได้อีก (ผมดูหนังของอัลเลนซ้ำอย่างน้อยปีละครั้ง ส่วนใหญ่จะดูเวียนจนกว่าจะครบหนังในยุค 70 ถึงต้น 80 ซึ่งเป็นช่วงพีคของผู้กำกับ-จึงจะถือว่าจบเทศกาลส่วนตัว มีแค่สองเรื่องในยุคมิลเลเนียมที่ผมจัดรวมไว้ คือ Match Point กับ Scoop เพราะนอกนั้นไม่ได้ตามดูเลย )

    อย่างไรก็ดี ผมว่า Annie Hall คือหนึ่งในหนังโรแมนซ์ที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

    • ตุลาคม 3, 2011 ที่ 11:14 pm

      ตามความเข้าใจของผมก็คือ จากกันไม่ค่อยสวย ก็ยังจากกันแบบเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไม่เหมือนกับตอนที่เลิกกับมีอา ฟาร์โรว์ที่ตามมาด้วยเรื่องฟ้องร้อง แย่งสิทธิ์การเลี้ยงลูก และไม่มองหน้ากันหรือไม่เผาผีกันเลย
      แต่จริงๆแล้ว อีกคนหนึ่งที่เคยเป็น ‘เมีย’ วูดดี้ อัลเลนที่เลิกกันไปแล้ว ก็ยังตามไปเล่นหนังด้วยก็คือหลุยส์ แลสเซอร์ ซึ่งก็แปลว่าไม่ได้โกรธเคืองกันจนไม่สามารถอยู่ร่วมโลกเดียวกัน
      ผมไม่แน่ใจว่าไดแอน คีตันเคยให้สัมภาษณ์ว่าอย่างไร แต่เธอก็ยังเล่นหนังของวู้ดดี้ อัลเลนอีกหลายเรื่อง ในเรื่อง radio days ช่วงที่อัลเลนอยู่กินกับฟาร์โรว์
      คีตันก็ยังอุตส่าห์มาโผล่ในแบบ cameo ตอนท้ายเรื่อง
      ผมเคยได้ดูอัลเลนให้สัมภาษณ์ตอนแก่แล้วทำนองว่า เขาเองก็ยังอยากจะทำหนังที่นำแสดงโดยไดแอน คีตันอยู่ตลอดเวลา
      พูดถึงหนังวู้ดดี้ อัลเลน ผมเกือบจะบอกได้ว่าชอบทุกเรื่อง เรื่องที่แย่มากๆของเขาอย่างเช่น hollywood ending, small time crooks ก็ยังดูสนุกและตลก
      แต่ก็เห็นด้วยทุกประการว่า annie hall เป็นหนังที่ดีที่สุด โรแมนติก ‘ในแบบปัญญาชนประสาทเสีย’ ที่สุด :)

  60. วานร
    ตุลาคม 5, 2011 ที่ 7:29 pm

    ขอบคุณสำหรับคำตอบและความคิดเห็นครับ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า”อยากจะทำหนังที่นำแสดงโดนไดแอนอยู่ตลอด” ได้ฟังแล้วซูฮกจริงๆ ผมว่านะ มุมโรแมนติกเฉพาะตัวแบบนี้นี่แหละที่ทำให้แฟนๆติดตามวู้ดดี้แมนเสมอมา…

  61. วานร
    ตุลาคม 5, 2011 ที่ 8:47 pm

    แต่ความประสาทเสียก็เป็นอิมเมจเฉพาะตัวที่หาใครเทียบยากเช่นเดียวกัน..^ ^

  62. สุภางค์
    ตุลาคม 10, 2011 ที่ 5:39 pm

    สวัสดีค่ะ อาจารย์

    ขอเข้าเป็นแนวร่วมอีกคนที่ดีใจจังกับการที่มีบล็อกรวมบทความเืรื่องหนังดีๆ แบบของอาจารย์แบบนี้ให้อ่านค่ะ

    นอกจากแวะมาสวัสดีแล้ว พอดีว่ามีอีกคำถามหนึ่งอยากจะถามอาจารย์หน่อยค่ะ คือไม่ทราบว่าอาจารย์ได้เคยดูหนังสัญชาติออสเตรเลียเรื่อง The Proposition มั้ยคะ?

    เรื่องนี้เป็นหนังปี 2005 ค่ะ กำกับโดย จอห์น ฮิลล์โค้ท บังเอิญว่าตัวเองได้ดูหนังเรื่องนี้แบบฟลุ๊คระหว่างไปเช่าหนังแบบสุ่มๆ ที่้ร้านเฟม ก็สงสัยอยู่ว่าหนังอะไร พอดีว่าเห็นมีนักแสดงนำเป็น กาย เพียร์ซ คิดว่าหนังคงไม่ประหลาดโลกนัก และพอได้ดูจริงก็ปรากฏว่าชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อาจจะไม่ได้เรียกว่าแค่ชอบ แต่ยกให้เป็นหนึ่งในหนังในดวงใจเลยค่ะ เรื่องหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ หนังเรื่องนี้ไม่ได้มาจากนิยายคาวบอยดังเรื่องไหน แต่มาจากบทหนังที่เขียนโดย นิค เคฟ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาเป็นนักร้อง และร้องเพลงประกอบซาวนด์แทร็คหนังเรื่องนี้ด้วย เพลงก็เพราะมากๆ ด้วยค่ะ

    เลยอยากจะขอเรียนถามอาจารย์ ณ พื้นที่นี้ว่าอาจารย์ได้เคยดูหนังเรื่องนี้แล้วหรือยังคะ? และถ้าดูแล้วคิดเห็นอย่างไรเอ่ย? จริงๆ ก็อยากจะถามอาจารย์นานแล้วอยู่เหมือนกัน แต่ตอนที่ได้เจออาจารย์ครั้งแรกสมัยเรียนภาพยนตร์วิจักษ์ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะรุ่น 10) ก็ยังไม่ไ้ด้ดูหนังเรื่องนี้ พอได้มาเจออาจารย์ช่วงดูหนังรอบสื่อบางครั้ง ก็ดันนึกไม่ออกว่าจะคุยอะไร (อีกส่วนหนึ่งก็เกรงใจไม่กล้าถาม) ซะงั้น เลยขอฝากถามทางตัวหนังสือมา ณ ที่นี้แล้วกันนะคะ

    ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบค่ะ

    • ตุลาคม 10, 2011 ที่ 11:33 pm

      ยังไม่ได้ดูเลยครับ จบข่าว….. :)
      คล้ายๆว่าเคยได้ยินชื่ออ่ะครับ
      แต่พอคุณสุภางค์พูดอย่างนี้ คงต้องไปหามาดูให้ได้
      เอาเป็นว่า ขอผัดไปก่อนนะครับ
      พูดถึงหนังรอบสื่อ พักนี้ไม่ค่อยได้เจอเลยนะครับ

  63. สุภางค์
    ตุลาคม 11, 2011 ที่ 10:14 am

    ว้าว! ดีใจจังค่ะ อาจารย์มาตอบให้ด้วย ^_^
    ส่วนเรื่องที่ยังไม่ได้ดูหนังนั้น ไม่เป็นไรค่ะ ไว้ถ้าว่างๆ อาจารย์มีโอกาสได้ดูก็ค่อยมาคุยกันอีกทีนะคะ พอดีว่าอยากทราบความเห็นอื่นๆ บ้างว่าเป็นอย่างไร เท่านั้นเอง

    ส่วนเรื่องหนังรอบสื่อ ก็บางทีได้ที่นั่งน้อยบ้าง บางทีก็ติดงานปรู๊ฟบ้าง เลยชะแว้บไม่ได้ค่ะ แต่ก็หวังว่าต่อไปๆ คงได้มีโอกาสไปดูหนังรอบสื่อ และเจออาจารย์อีกนะคะ

    ขอบคุณอีกครั้งค่ะ :)

  64. ไป๋อารีย์..4
    ตุลาคม 15, 2011 ที่ 1:07 am

    อาจารย์เคยดูผีเสื้อและดอกไม้มั้ยครับ(รับประกันว่าเคยดู)
    ผมมานั่งนึกๆดูว่า คนสมัยก่อน อันที่จริง ผู้กำกับสมัยก่อนเขาค่อนข้างทำหนังที่มีเนื้อหาค่อนข้างหนักอยู่พอสมควร หรือไม่ก็ดูเป็นชีวิตจริงๆ ดราม่าหน่อยๆ กันหลายเรื่องทีเดียว สมัยก่้อนมันขายได้ขนาดนั้นเลยเหรอครับ
    ว่าไปแล้วทำไมทิศทางคนดูทุกวันนี้(กระทั้งคนทำหนัง) ถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ แบบว่าจะเห็นหนังที่มันดูจริงจังๆเนื้อหาหนักๆ ก็ยากลงทุกที่
    (คือไม่ได้บอกว่าหนังตลกหรือหนังโรแมนติกไม่ดีนะครับ ผมก็ชอบ เพียงแต่ว่ามันหาหนังไทยที่มีเนื้อหาจริงจังๆยากลงอย่างไม่น่าเขื่อ แค่ระยะเวลา20ปีที่ผ่านมา)

    • ตุลาคม 16, 2011 ที่ 8:59 pm

      เป็นข้อสังเกตที่ดีมากครับ ทำไมหนังสมัยนี้ถึงไม่ค่อยมีเนื้อหาที่ซีเรียสจริงจังเหมือนกับเมื่อก่อน…
      แต่อธิบายยากมากนะครับ และผมไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้จริงหรือเปล่าด้วย (เพราะหลังๆพบว่า ยิ่งตัวเองรู้มาก ก็รู้สึกว่าตัวเองรู้น้อย)
      บางที มันอาจจะเกี่ยวข้องกับยุคสมัยนะครับ คือย้อนกลับไปยุคหลัง 14 ตุลาฯ หนังไทยประเภทสะท้อนสังคมถูกสร้างมากขึ้น
      ส่วนหนึ่งก็น่าจะเพราะความตื่นตัวของทั้งคนทำหนังและคนดูหนัง แต่จริงๆก็ไม่ใช่แค่วงการหนัง วงการหนังสือ หรือเพลงเพื่อชีวิตก็เหมือนๆกัน
      อีกอย่าง มันอาจจะเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ
      หนังอเมริกันและหนังยุโรปในช่วงเวลานั้นที่มาฉาย-จำนวนไม่น้อย ก็ไม่ใช่หนังเพื่อการค้าโดยตรง
      อย่างหนังของคอพโพล่า, หนังของทรุฟโฟต์, หนังของมีลอส ฟอร์แมน ฯลฯ มันก็มีส่วนหล่อหลอมคนดูหนัง(ซึ่งกลายเป็นคนทำหนังไทย) พอสมควร
      ผมได้ดูผีเสื้อและดอกไม้ที่โรงหนังเอเธนส์ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นวันแรกที่เข้าฉายด้วย รอบที่ดู-คนเยอะพอสมควร แต่มันก็เป็นหนังที่แปลกไปกว่าหนังไทยทั่วไป
      และดูเหมือนหนังจะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้นะครับ
      เท่าที่มีข้อมูล พี่หง่าวได้ทำหนังเรื่องนี้เพราะหนังเรื่องก่อน “น้ำพุ” ได้เงิน
      พอผีเสื้อและดอกไม้ไม่ได้เงิน พี่หง่าวก็ต้องทำหนังที่เอาอกเอาใจตลาดมากขึ้นเรื่อง “หลังคาแดง” แสดงโดยธงชัย แม็คอินไตย์
      ทุกวันนี้ ผมเห็นด้วยว่าหนังดราม่าเคร่งขรึมจริงจังน้อยลงจริงๆ แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆของหนังอิสระ หนังทางเลือก
      คืออย่างน้อย หนังอย่าง “ที่รัก”, hi-so, หรือ “ลุมพินี” ก็ยังถูกสร้าง ในขณะที่ย้อนกลับไปซักสิบปีก่อนหน้านี้ แค่คิดก็ผิดแล้ว

      • ตุลาคม 19, 2011 ที่ 4:28 am

        จารย์ครับ ผมยังหวั่นๆกับหนังอย่าง ฝนตกขึ้นฟ้าอยู่เลยว่า จะเอาตัวรอดได้มั้ย เพราะ ขนาดเฉือนกับอินทรีแดงยังไม่รอดเลย ผมคิดว่า คนไทยปลูกฝังคำว่า หนังคือความบันเทิงมากไปมากกว่าครับ มันเลยกลายเป็นสำนึกว่า ไปดูหนังไปหาความบันเทิง (บางคนบอกว่า มันคือการไปหนีความจริงน่ะครับ) ผมเลยรู้สึกว่า หนังที่ทำๆออกมาในตอนนี้ เป็นหนังที่ตอบสนองคนดูที่ต้องการหนีความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ (เคยได้ยินว่า ใครอยากจะดูความจริงบนจอกัน)

        นับตั้งแต่เฉือนมา ผมยังไม่เห็นหนังไทยเรื่องไหน พูดประเด็นข้าราชการฉ้อฉลหรือพวกการค้าประเวณีอะไรพวกนีเลย มันเลยรู้สึกว่า หนังประเทศไืทยในช่วงนี้ ถือสร้างขึ้นเพื่อหลอกคนดูให้รู้สึกว่า โลกมันสวยอ่ะครับ (มันเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเกลียดหนังรัก โรแมนติคพวกนี้เหมือนกัน)

        กลับกันผมอิจฉาวงการหนังอินเดีย ที่สามารถพูดถึงระบบข้าราชการฉ้อฉลได้ พูดถึงเรื่องหนักๆได้ แต่ของไทยแค่ติก็เสี่ยงโดนแบนแล้ว แถมไม่ขายอีก

        ผมพึ่งดูหนังเรื่องของอมิตาป ปัจจันเรื่องหนึ่งที่ อติตาปคล้ายก๊อด ฟาเธอร์น่ะครับ สนุกมาก แถมบ้านเขาหนังแบบนี้ทำเงินอีกเลยรู้สึกว่า ประเทศเรากับเขานี่ต่างกันจริงๆ

      • ตุลาคม 19, 2011 ที่ 9:36 pm

        เอาเรื่่อง ‘หนังที่ตอบสนองคนดูที่ต้องการหนีความจริง’ ก่อนนะครับ
        คือจะโยนความผิดบาปให้คนดูอย่างเดียวก็อาจจะไม่ยุติธรรมนัก
        เพราะในอดีตที่ผ่านมามันสอนให้รู้ว่า หนังจำพวกนี้จะขายได้ดีหรือได้รับความนิยม-ก็ตอนที่สังคมหรือโลกของความเป็นจริงมันบีบคั้น ขัดสนหรือฝืดเคือง
        ผมคิดว่าหนังเป็นสื่อที่แปลกประหลาดตรงที่มันมีอำนาจทำให้คน ‘ลืม’ โลกของความเป็นจริง หรือตกอยู่ในภวังค์ได้นานถึงสองชั่วโมง ทั้งขนาดของจอ
        สภาพการดูในความมืดมิด และกลวิธีทางด้านภาพและเสียงต่างๆนานา
        ผมอยากจะเปรียบว่ามันเหมือนเรามีบาดแผลฉกาจฉกรรจ์และกำลังเจ็บปวดทุรนทุรายอยู่อ่ะครับ แล้วมีใครมาฉีดยาชาให้
        แผลมันไม่ได้หายหรอกนะครับ แต่ช่วงระยะเวลาที่ยาชาทำงาน และไม่ต้องอยู่กับความเจ็บปวด-มันก็ไม่เลวนะครับ
        (ผมถึงชอบหนังของวู้ดดี้ อัลเลน ที่มักจะพูดเรื่องโลกความจริงที่โหดร้าย และโลกของความเพ้อฝันที่ปลอบประโลม)
        ผมว่าปัญหาจึงอยู่ที่คนทำหนังในบ้านเราที่ฉวยโอกาสตอนที่ ‘ยาชาทำงาน’ นำเสนอแง่มุมอะไรก็ตามที่ท้าทาย-ได้ไม่ดีพอ
        ผมไม่ต่อต้านหนังรักโรแมนติกนะครับ แต่ผมต่อต้านหนังรักโรแมนติกที่ซ้ำซาก จำเจ โง่เขลา ดูถูกสติปัญญาคนดู
        (ล่าสุดเพิ่งดู crazy stupid love ซึ่งเกือบๆมีคุณสมบัติแย่ๆครบถ้วน)
        และผมว่าการวาดให้โลกมันสวยก็เป็นคุณสมบัติหนึ่งของหนังแบบนี้ หรือเป็นแฟนตาซีแบบหนึ่ง
        แต่ก็เห็นด้วยครับที่เราไม่ค่อยได้เห็นหนังไทยท้าทายสังคม แบบนาคปรก หรือเฉือนหรืออะไร
        เมื่อก่อน (หมายถึง 20-30 ปีก่อน) เยอะกว่านี้ ไม่กล้าบอกว่ามันเป็นเพราะอะไร
        แต่ระบบสังคมที่เราอยู่ (ทัศนคติ ค่านิยม ความใจกว้างใจแคบ การจัดเรทหนัง) น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่ง
        คือมันเหมือนกับจู่ๆใครคนหนึ่งโดนไฟช็อตอ่ะครับ ตายหรือเปล่าไม่รู้
        แต่คราวหน้าคราวหลัง ทุกคนก็จะเริ่มระวังแล้ว ไม่กล้า หรือไม่เสี่ยงโดยไม่จำเป็น ยกเว้นหน่วยกล้าตาย
        แต่ผมยังคิดว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีมากของหนังทางเลือก
        แม้ว่าจะยังมีไม่เยอะ แต่เทียบกับเมื่อก่อนที่ไม่มีเลย มันก็เป็นพัฒนาการที่ไม่เลวนะครับ :)

  65. ตุลาคม 16, 2011 ที่ 12:16 am

    ไม่ได้มาทักทายอาจารย์นานเลย สบายดีไหมครับอาจารย์ แถวบ้านผมน้ำท่วมถึงเอวแหน่ะ – -*

    รักษาสุขภาพด้วยนะครับอาจารย์ฝนตกหนักมากช่วงนี้

    • ตุลาคม 16, 2011 ที่ 9:03 pm

      อาทิตย์ที่ผ่านไปนี้ไม่เป็นอันทำอะไรเลยครับ เช็คข่าวเช็คเน็ตทั้งวัน
      ไม่มีสมาธิเขียนหนังสือเลย แล้วก็ไม่มีกะใจจะ upload ต้นฉบับลงในบล็อกด้วย
      แต่ยังไงก็ขอบคุณที่เป็นห่วง และขอให้บ้านอิดน้ำลดเร็วๆนะครับ :-)

      • ตุลาคม 19, 2011 ที่ 4:21 am

        เอาใจช่วยอาจารย์ด้วยครับ ขอให้รอดพ้นวิกฤตนี้ไปได้ครับ

      • ตุลาคม 19, 2011 ที่ 8:53 pm

        เช่นกันครับ แล้วแก่งคอยรอดมั้ย

  66. สุภางค์
    ตุลาคม 17, 2011 ที่ 1:11 pm

    ช่วงเวลานี้ปัญหาเรื่องน้ำทำให้วิตกจริตอยู่เหมือนกันค่ะ แต่หวังว่าที่บ้านอาจารย์คงไม่มีปัญหานะคะ ตอนนี้ได้แต่ตามข่าวทีวีตลอดเหมือนกันค่ะ ดูไปก็เครียดไป 555 แถมยังมีฝนตกหนักให้น้ำท่วมอีก น้ำเหนือยังมาไม่ถึง แต่ก็ได้ซ้อมผจญน้ำท่วมเพราะฝนตกไปแล้วหนึ่งรอบ

    แต่ยังไงที่สำคัญก็ขอให้อาจารย์รักษาสุขภาพด้วยเช่นกันและอย่าเครียดมากเกินไปนะคะ :D

    • ตุลาคม 19, 2011 ที่ 8:49 pm

      ขออภัยที่ตอบช้าครับ มัวแต่เป็นอย่างที่คุณสุภางค์บอกอ่ะครับ เปิดเน็ต เช็คข่าวจนไม่มีสมาธิเขียนหนังสือ แถมยังสับสนไปหมด
      วันหนึ่งมีข่าวดี บอกน้ำไม่ท่วม แต่อีกวัน ก็บอกให้ระวัง เตรียมตัว แล้วคนมันจะไม่ panic ได้ยังไง บ้านผมน้ำยังไม่ท่วมครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะรอดมั้ย
      ขอบคุณที่ส่งความปรารถนาดีมาให้ครับ แต่ขอให้คุณสุภางค์ ไม่ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ รักษาสุขภาพกายและโดยเฉพาะสุขภาพจิตของตัวเองด้วยนะครับ
      เพราะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากตอนนี้ :)

  67. ตุลาคม 18, 2011 ที่ 1:02 am

    วันนี้มาดู Drive ไม่เจออาจารย์เลยอ่า ได้มาดูรึป่าวค้าบ อิอิ

    • ตุลาคม 19, 2011 ที่ 8:52 pm

      ผมดู drive ไปตั้งแต่วันพฤหัสแล้วอ่ะครับ เลยไม่ได้ไปวันจันทร์ แต่มันหนังที่ชอบมากกกกกกกกก
      เมื่อวันเจอแน็ค รอบเพรส วัยรุ่นพันล้านด้วย แล้วซันมาดูหรือป่าวครับ

  68. ตุลาคม 19, 2011 ที่ 4:31 am

    หลายวันก่อนผมนั่งคุยกับพี่ ยัตติถังค์ กันในเฟชบุ๊ค เราพูดแชร์กันเรื่อง หนังเกาหลียุคใหม่ที่รู้สึกมันโหดขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่หมดยุค Old Boy

    ผมเอาหนังอย่าง The man from now here , The เชสเตอร์ หรือ I Saw The Devil มาคุยกันว่า ทำไมเกาหลีในยคนี้ถึงได้มาทำหนังโหดๆแบบนี้หลายเรื่องครับ แถมทำเงินอีก

    อาจารย์คิดยังไงครับ กับหนังพวกนี้

    • ตุลาคม 19, 2011 ที่ 9:40 pm

      หนังเกาหลีช่วงหลังๆที่ผมได้ดูและนึกออกก็คือ poetry ก็ไม่ได้โหดเท่าไหร่นะครับ หรือความโหดเป็นในแง่ของนามธรรมมากกว่า แต่พูดแบบชาวประมงที่นิยมการเหวี่ยงแห-ก็ต้องบอกว่ามันคงจะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของประเทศและชนชาติที่อยู่ใต้อิทธิพลของจีนหรือญี่ปุ่นมาตลอด มันเลยเก็บกด และการแสดงออกก็เลยรุนแรง
      เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย

      • มิสเตอร์ อเมริกัน
        ตุลาคม 20, 2011 ที่ 4:21 am

        ผมว่า มันก็น่าเกี่ยวกับประวัติศาตร์นี้ด้วยจริงๆแหละครับ แต่เกาหลีดูมันเก็บกดกับเรื่องนี้จริง พึ่งเปิด The Host อีกรอบ เกาหลีนี่ก็เกลียดอเมริกันเหมือนกันนะครับ

        วัยรุ่นพันล้านเป็นไงบ้างครับจารย์ ใช้ได้ไหมครับ

        ส่วนเรื่องน้ำท่วมปีนี้ สำหรับแก่งคอยถือว่า สบายกว่าปีก่อนที่น้ำท่วมโคราชครับ ปีนั้นเกือบแ่ย่จริงๆ ปีนี้รอดไปได้ก็ต้องส่งแรงใจไปช่วยทุกคนที่กรุงเทพครับ

        อาจารย์ครับผมกำลังคิดจะเรียนต่อปริญญาโทเหมือนกัน อาจารย์มีอะไรแนะนำมั้ยครับ ถ้าจะเรียนต่อไปอีก

      • ตุลาคม 21, 2011 ที่ 10:12 pm

        กำลังเขียนถึง “วัยรุ่นพันล้าน” อยู่พอดี หนังดูสนุกนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าหนังมีเรื่องจะเล่าเยอะ แต่มีเวลาน้อย (ทั้งๆที่จริงๆยาวประมาณ 130 นาที)
        ทำให้ความหนักแน่นของเนื้อหาแต่ละส่วน-มันหย่อนไปซักนิด แต่โดยรวมก็เป็นหนังน่าดูนะครับ และผมชอบบทคุณอาเปี๊ยกมาก ต้องไปดูถึงจะรู้ว่าทำไม
        เรื่องเรียนต่อ ไม่กล้าแนะนำครับ เพียงแต่ผมว่าการเรียนระดับ ป.โท มันน่าจะช่วยให้เราได้ขยายโลกทัศน์อ่ะครับ มองอะไรทั้งลึกและกว้างขึ้น

  69. NWP
    ตุลาคม 19, 2011 ที่ 12:51 pm

    ดู MELANCHOLIA มาครับอาจารย์
    กล้อง HANDHELD ตลอดทั้งเรื่องเป็นลักษณะโดดเด่นที่ LARS VON TRIER ใช้สร้างความวิงเวียนชวนอวกในการรับชมอย่างถึงที่สุด มันรับใช้อารมณ์ของตัวละครทั้งสองได้อย่างตรงไปตรงมา ในแง่ที่สร้างความไร้ร่องไร้รอยและหลากเลือกของ Justine และความสับสนอลหม่านในจิตใจของ Claire
    มันเป็นความชาญฉลาดของ LARS VON TRIER เองในการเลือกใช้เครื่องมือที่สามารถ กวัดแกว่งตัวละคร เขย่าจิตใจของมนุษย์ รวมทั้งการทุบหัวคนดู จนอยากรู้สึกอาเจียน

    • ตุลาคม 19, 2011 ที่ 9:52 pm

      ผมชอบมุมมองของลาร์ส ฟอน เทรียส์ที่เคยให้นิยามเกี่ยวกับหนังของเขาไว้อ่ะครับ เขาบอกว่า
      หนังมันควรจะเป็นเหมือนกับก้อนกรวดในรองเท้า ทำนองว่ามันควรจะต้องทำให้คนที่สวมใส่รู้สึกไม่สะดวกสบาย รำคาญ หรือก่อกวน
      handheld ของลาร์ส ฟอน เทรียส์ในหนังทุกเรื่องของเขาก็เป็นอย่างนั้น น่าหงุดหงิดขุ่นเคือง จนบางครั้งก็นึกสงสัยว่าคนถ่ายมันล้มป่วยด้วยโรคอะไรหรือเปล่า
      แต่ก็อย่างที่นวพรบอกแหละ มันรับใช้อารมณ์ของตัวละคร และเราก็ดูหนังของเขาเยอะจนอ้าแขนตอนรับวิธีการนี้ไปซะแล้ว
      สมมติว่าหนังเรื่องหน้า-เขาเกิดถ่ายแบบ static camera ผมคงต้องช็อคแน่ๆ 5555555

      • ตุลาคม 30, 2011 ที่ 11:07 am

        ตอน Antichrist นี่ผมว่า static และทำตัวสวยมากๆ เลยนะครับ 5555 นี่ Melancholia ยังกลับไปหาความเป็น dogma เล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองบ้าง ผมไม่รู้ว่าพี่แกมาถึงนี่แล้วยังจะเหลืออะไรรีดเค้นออกมาให้คนดูช็อคได้อีก หลังจากเรื่องหน้าจะทำ “ผู้หญิงบ้า” Nymphomaniac

  70. สุภางค์
    ตุลาคม 20, 2011 ที่ 6:43 pm

    ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ที่เป็นห่วง เห็นด้วยนะคะเรื่องที่เช็คข่าวกันมากจนวิตกจริตกันไปหมดแล้ว 555 ไม่คุยเรื่องน้ำท่วมแล้ว คุยเรื่องหนังดีกว่า

    วันก่อนโน้น (วันจันทร์ที่ผ่านมา) ได้ไปดู Drive รอบสื่อมาค่ะ แต่เสียดายจังไม่เจออาจารย์เลย ถามทั้งน้องปุ้ม-ปุ้ยและคุณวารินที่ไปดูด้วยกัน ก็บอกประมาณว่าอาจารย์น่าจะได้ดูรอบนักวิจารณ์ไปแล้วก่อนหน้านี้ เห็นอาจารย์บอกว่าชอบมากกกกกกกกกกก ก็ดีใจจังเลยค่ะ ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เหมือนกัน รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่พลาดการดูในโรงไม่ได้เด็ดขาด แม้จะได้โหลดดูมาแล้วรอบหนึ่ง ซึ่งก็ชอบมากในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่พอได้ดูในโรงหนังยิ่งชอบมากเข้าไปใหญ่ค่ะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหนังถึงกวาดเสียงชื่นชมมามากมายขนาดนี้ เพราะทุกอย่างดูลงตัวมากๆ ซึ่งต้องยกเครดิตให้ผู้กำกับเขาจริงๆ (ไ้ด้มีโอกาสเห็นตัวจริงของเขาที่มาให้้สัมภาษณ์ และตอบคำถามหลังดูหนังจบด้วย ปล่อยมุกฮากระจายไม่เบาเลยค่ะ) สมราคารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากคานส์มากๆ

    ส่วน Melancholia นั้นยังไม่ได้ดูเลยค่ะ ส่วนหนึ่งคงต้องเคลียร์งานก่อน อีกส่วนคือยังทำใจดูไม่ได้ 555 เพราะรู้สึกว่าดูหนังของ ลาร์ส ฟอน เทรียส์ ทีไรเครียดจับทุกทีสิน่า ณ เวลานี้จึงขอผ่อนคลายด้วยการหาอะไรฮาๆ มาดูก่อน จึงไปลงเอยที่ Crazy, Stupid, Love ค่ะ ชอบมากๆ เหมือนกันค่ะ แม้โดยรวมจะไม่สมบูรณ์แบบเท่า Drive แต่ก็จัดเป็นหนังฮอลลีวู้ดที่ดีเรื่องหนึ่ง พล็อตเรื่องนั้นโอเคเลย แถมนักแสดงก็ยกทีมมาให้ดูกันแบบคุ้มจริงๆ ถ้าอาจารย์ได้ดูแล้ว รบกวนขอความเห็นบ้างนะคะ

    ขอบคุณค่ะ

    • ตุลาคม 21, 2011 ที่ 10:27 pm

      ผมว่าในความเป็นหนังฟิล์มนัวร์ของเรื่อง drive ตัวเอกของหนังเรื่องนี้เหมือนกับตัวเอกในหนังตะวันตกมาก
      เป็นตัวละครที่น่าพิศวง ลึกลับ ไม่มีใครล่วงรู้ตื้นลึกหนาบาง และยิ่งเรารู้น้อย ตัวละครก็ยิ่งดูโรแมนติก หรืออุดมคติมากขึ้น
      และมันทำให้เราไม่ต้องถามหาเหตุผลว่าทำไมหมอนี่ถึงได้เอาตัวเองไปยุ่งกับเรื่องของชาวบ้านขนาดนั้น
      และผมก็ชอบบรรยากาศในหนังเรื่องนี้มากๆด้วย คือมันไม่ใช่โลกความเป็นจริง แต่ดูเซอร์เรียล หรือแฟนตาซี

      ผมดู crazy stupid love แล้วครับ สงสัยจะตั้งความหวังไว้สูงเกินไป เพราะเห็นมีไรอัน กอสลิ่ง, จูลีแอนน์ มัวร์ แต่ผิดหวังอ่ะครับ
      อารมณ์ขันมันกระจัดกระจาย และก็ไม่ค่อยคม เนื้อหาก็ cliche หรือสงสัยว่า ลักษณะของธาตุของผมอาจจะไม่ถูกกับหนังแบบนี้ก็ได้ :)

  71. ตุลาคม 21, 2011 ที่ 12:44 am

    วันงานรอบ Press Top Secert ซันไปที่ Emporium อ่ะครับมากะแนคนั้นแหละ เพราะที่ Terminal ในมาที่นี้ 555

  72. สุภางค์
    ตุลาคม 22, 2011 ที่ 10:34 am

    สำหรับ Drive ความเห็นของอาจารย์ต่อตัวละครเอกนั้น ก็ดูจะตรงกับผู้กำกับเขาต้องการนำเสนอนะคะ เพราะเคยเห็นในบทสัมภาษณ์เขาก็พูดทำนองนี้ เรื่องหนึ่งที่เขาเน้นย้ำบ่อยครั้งคือการได้แรงบันดาลใจสำคัญจาก เทพนิยายกริมม์ ซึ่งต้องยอมรับว่า ทุกอย่างมันออกมาแล้วดูกลมกล่อมลงตัวชวนซึ้งได้ใจจริงๆ

    สำหรับ Crazy, Stupid, Love. ต้องยอมรับว่าที่ตัวเองขำโดนใจมากๆ เพราะไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้เลย 555 เพราะตอนแรกรู้สึกว่าผู้กำกับออกจะโนเนมไปนิด (ให้ความรู้สึกเหมือนตอนดู Easy A ครั้งแรก ที่เหวอสนิทกับทั้ง เอ็มม่า สโตน และ ผกก. วิลล์ กลั๊ค ว่าทั้งสองคนนี้ใครอ้ะ? แต่หนังกลับออกมาสนุก + แซ่บสะเด็ดมากๆ แต่ต้องยอมรับว่า Easy A ยังสนุกกว่า Crazy, Stupid, Love นะคะ แถมไม่รู้คิดมากไปรึเปล่า ว่าเรื่องนี้ยังหยิบ The Scarlet Letter มาเล่นมุกเหมือนกันด้วย) จุดเด่นของหนังคือ ดึงนักแสดงเด็ดๆ มาประชันกันแบบเต็มพิกัดมากๆ นอกจากคาร์เรลล์, มัวร์ และกอสลิ่งแล้ว อุตส่าห์มี เควิน เบคอน และ มาริสา โทเม อีก รู้สึกว่าแค่นี้ถ้าดูในโรงก็คุ้มค่าตั๋วแล้วล่ะค่ะ

    อีกอย่างที่คิดไว้คือ แม้หนังจะไม่ถึงกับสมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าหนังโรแมนติก / คอมิดี้หลายเรื่องที่ดูซ้ำซากน่าเบื่อกว่านี้อย่าง No Strings Attached ล่ะค่ะ อย่างน้อย ‘จุดหักมุมเล็กๆ’ (อาจารย์ดูแล้ว คิดว่าคงไม่สปอยล์) ช่วงท้ายที่ว่า เอ็มม่า สโตน กลายเป็นลูกสาวของ สตีฟ คาร์เรลล์ ซะงั้น แม้จะไม่ถึงกับเล่นเอาหัวทิ่มตกเก้าอี้ แต่ก็พอเป็นเซอร์ไพรซ์เล็กๆ อยู่เหมือนกัน แถมฉากต่อยกันนัวเนียตอนท้ายเรื่องก็รู้สึกว่ามันเข้ากับชื่อหนังที่ทั้ง Crazy และ Stupid ดีจริงๆ 555

    ที่สำคัญดีใจจังค่ะที่ได้คุยเรื่องหนัง (ผ่านทางตัวหนังสือ) กับอาจารย์ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความคิดเห็นดีๆ ค่ะ

    ปล. ขอกลับไปที่ประเด็นหนังตะวันตกสักนิดค่ะ พอดีจู่ๆ ก็นึกถึงหนังแนวนี้อีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา คือ Meek’s Cutoff (2010) เคยโหลดมา แต่ดูไปได้นิดเดียว ต้องขอเบรคมาตั้งหลักหน่อย ไม่ใช่่ว่าหนังไม่ดีนะคะ แต่เท่าที่ดูตอนต้นนิดๆ ก็รู้สึกว่าเป็นหนังตะวันตกที่มาแปลกสมกับเป็นหนังอินดี้จริงๆ คิดว่าน่าสนใจมากๆ ต้องหาเวลาดูอีกครั้งให้ได้ ไม่ทราบว่าอาจารย์ได้ดูแล้วหรือยัง? และคิดเห็นอย่างไรคะ?

    • ตุลาคม 30, 2011 ที่ 5:50 pm

      ขออภัย หายหน้าไปพักหนึ่งเพราะพอดีไม่อยู่ครับ ผมยังไม่ได้ดู meek cutoff เลยครับ แต่อยู่ใน lineup ครับ น้ำเลิกท่วมเมื่อไหร่คงได้ดู

  73. NWP
    ตุลาคม 23, 2011 ที่ 6:48 pm

    Midnight in Paris so charisma :D

  74. วานร
    ตุลาคม 29, 2011 ที่ 10:42 pm

    สวัสดีครับอาจารย์ประวิทย์ ขออนุญาตรีเควสต์บทความกันดื้อๆเลยได้ไหมครับ เนื่องในฮัลโลวีนที่จะถึงนี้ ผม’ขออ่าน’ “The Evil Dead” -ที่เคยตีพิมพ์ในคอลัมน์หนังคลาสสิกของสตาร์พิคส์เมื่อหลายปีก่อนได้ไหมครับ (มันเป็นหนึ่งในบทความไม่กี่ชิ้นของคอลัมน์นี้ ที่ผมมีโอกาสอ่านแค่ครั้งเดียวจบเดียว-จนบัดนี้ครับ)

    • พฤศจิกายน 1, 2011 ที่ 12:41 pm

      ตอนที่เขียนอยู่นี้ วันฮาโลวีนผ่านไปแล้ว พอดีผมไม่อยู่เสียหลายวัน และตอนนี้ก็อพยพมาอยู่ต่างจังหวัด ทำให้ไม่สามารถจะ อัพโหลด ต้นฉบับได้เลยครัย
      แต่สถานการณ์สงบเมื่อไหร่ และได้กลับบ้าน จะอัพโหลดให้ทันทีครับ
      ยินดีครับที่มีคนรีเควสต์ต้นฉบับครับ เพราะบางทีก็อัพโหลดต้นฉบับไปตามเรื่องตามราว

  75. สุภางค์
    พฤศจิกายน 1, 2011 ที่ 12:39 am

    ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำตอบค่ะ หวังว่าสถานการณ์น้ำที่บ้านอาจารย์คงไม่น่าเป็นห่วงนะคะ และหลังหมดเรื่องชวนปวดหมองพวกนี้ คงได้คุยกันเรื่องหนังต่อนะคะ ^^

  76. NWP
    พฤศจิกายน 21, 2011 ที่ 6:16 pm

    request Farewell My Concubine :D

    • พฤศจิกายน 29, 2011 ที่ 10:21 pm

      เคยเขียนถึงสั้นๆนานมาแล้วครับ ต้นฉบับหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
      ไว้จะหาโอกาสเขียนถึงอีกครั้งครับ

      • NWP
        ธันวาคม 8, 2011 ที่ 8:58 pm

        ไม่ได้เรียนกับอาจารย์แต่ได้อ่านงานอาจารย์ก็ยังดี

  77. เต่เต๊
    พฤศจิกายน 24, 2011 ที่ 6:54 am

    อ ประวิทย์ครับ เต่เต๊นะครับ แวะมาบอกว่า Desperate ซีซั่นนี้สนุกสุดๆ ครับ กลับมา top form เหมือนเดิม กระชับรัดกุม เดินเรื่องแค่ 4 ตัวละครหลักเพียวๆ น่าติดตามครับ ถ้าไม่ได้ดูภาคก่อนๆ ก็ช่างมัน กระโดดมาภาคนี้ได้เลยครับ แหะๆ

    ขอให้อาจารย์มีความสุขกับการงานและสุภาพแข็งแร็งครับ

    • พฤศจิกายน 24, 2011 ที่ 10:06 am

      โอ…ขอบคุณมาก เต่เต๊ ลืมไปเลยว่าซีซั่นใหม่มาแล้ว ยังไงต้องไม่พลาดแน่นอน
      ล่าสุดเพิ่งเข้าไปเช็คใน wiki เขาบอกว่ามันจะเป็นซีซั่นสุดท้าย ยิ่งต้องรีบดู
      แต่พูดถึงในบรรดาตัวละครที่นอกเหนือตัวหลักสี่คน ยังเสียดายอีดี้ไม่หาย ไม่มีใคร
      ทั้ง bitchy ทั้งน่าเห็นใจขนาดนี้อีกแล้ว อิอิ
      ตอนนี้กำลังดู downton abbey ซีซั่นแรกอยู่อ่ะครับ เต่เต๊ต้องดูแล้วแน่ๆ อารมณ์ขันมันแห้งผากเลยเนอะ
      ขอบคุณสำหรับคำอวยพรครับ และขอให้อากาศที่อังกฤษไม่หนาวเกินไปนะครับ 5555

  78. เต่เต๊
    พฤศจิกายน 27, 2011 ที่ 9:00 am

    ผมยังไม่ได้ดู Downtown Abbey เลยครับ แต่ผมดูละครสั้นการกุศลที่ล้อ Downtown Abbey ไปแล้ว ตลกมากๆ ครับ ขอเชิญอาจารย์รับชม มันกวนขนบของ genre นี้ได้ถึงแก่นจริงๆ

    มีอยู่สองพาร์ต พาร์ตละ 9 นาทีครับ
    พาร์ต 1

    พาร์ต 2

  79. ธันวาคม 1, 2011 ที่ 7:13 pm

    อุ๊ปส์ อ. เป็นสาวกแม่บ้านด้วยหรอเนี้ยตอนนี้ซันกำลังดูอยู่กลาง season7 อยู่เลย -*- เสียดายอีดี๊มากมายรักเธอมาก 555

    • ธันวาคม 7, 2011 ที่ 12:46 am

      ขออภัย ตอบช้าอีกตามเคย ไม่ได้ถึงกับเป็นสาวกหรอกครับ แค่ดูครบทุกตอนเท่านั้น 55555
      จริงๆไม่ชอบดูซี่รี่ส์อ่ะครับ มันเสียเวลามากกกกก และก็เลิกดูไปแล้วหลายเรื่อง (เช่น grey’s anatomy, brothers and sisters)
      แต่ก็มี desperate hw. นี่แหละที่ยังเป็นแฟนเหนียวแน่น

  80. spice
    ธันวาคม 5, 2011 ที่ 10:52 pm

    อยากอ่าน THE GODFATHER PART III บ้าง

    • ธันวาคม 7, 2011 ที่ 12:52 am

      the godfather part III เป็นหนังที่ผมไม่ได้เขียนถึงเป็นชิ้นเป็นอันครับ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นภาคที่ค่อนข้างอ่อน ทั้งบทหนังและทักษะในการเล่าเรื่องของตัวคอพโพล่า โดยส่วนตัวแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่า part III เป็นการปิดฉากที่ไม่สวย กระทั่งน่าผิดหวังของหนังชุดนี้

  81. ไป๋อารีย์..4
    ธันวาคม 7, 2011 ที่ 11:14 pm

    สวัสดีครับอาจารย์
    พึงมีโอกาศได้ดู Dog Day Afternoon ดูแล้วไม่รู้จะหัวเราะดีหรือเศร้าดี 555
    แต่ผมว่าหนังเขาเจ๋งดีนะครับ หนังแบบที่เล่นที่จริง

    • ธันวาคม 7, 2011 ที่ 11:38 pm

      ผมว่ามันขมขื่นมากกกกก สงสารซาล คู่หูของพระเอกอ่ะครับ และคนที่แสดงบทนี้ที่ชื่อจอห์น คาเซลก็เล่นเก่งมากกกกกก เสียดายที่ชีวิตจริง เขาอายุสั้น เขาคือคนที่เล่นเป็นพี่ชายที่อ่อนแอของไมเคิล คอร์เลโอเน่ใน godfather อ่ะครับ
      จริงๆเพิ่งเขียนถึงหนังเรื่องนี้ไปไม่นาน เดี๋ยวจะโพสต์ให้อ่านครับ

      • ไป๋อารีย์..4
        ธันวาคม 9, 2011 ที่ 1:44 am

        เห็นด้วยกับซาล ที่ถูกตัดสินแค่เป็นคนไม่น่าไว้ใจ
        ขอบคุณล่วงหน้าครับอาจารย์ สำหรับบทวิจารณ์

  82. ธันวาคม 8, 2011 ที่ 11:45 pm

    สวัสดีครับอาจารย์ประวิทย์ เมื่อวานผมติดธุระกับที่บ้านน่ะครับ เลยไม่ได้ไปฟังอาจารย์สอนเลย >.<''

    พูดถึงเรื่อง Godfather Fredo พี่ชายของ Michael ภาพของเขาอยู่ในเหตุการณ์ตอนที่พ่อตัวเองถูกยิงในตลาด ผมชอบสุดๆเลย พ่อตัวเองโดนยิงแทนที่จะไปช่วย กลับดันปอดแหกหนีไปแอบอยู่หลังรถซะได้ เห็นล่ะจี๊ด…. เลยครับ

  83. ภูวนิตย์
    ธันวาคม 11, 2011 ที่ 3:21 pm

    หวัดดีครับ อ.ประวิทย์ ผมเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์คนหนึ่งนะครับ
    อาจารย์วิจารณ์ฝนตกขึ้นฟ้าไปรึยังครับ

    • ธันวาคม 11, 2011 ที่ 3:56 pm

      ผมจำได้ครับ รุ่นเดียวกับไตรทศกับเบลล์ใช่มั้ย
      ไม่ได้วิจารณ์ฝนตกขึ้นฟ้าเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เขียนความเห็นสั้นใน filmmax เล่มที่กำลังจะออกอ่ะครับ
      เรียนจบแล้วนี่ครับ ทำอะไรอยู่เอ่ย

  84. ภูวนิตย์
    ธันวาคม 12, 2011 ที่ 12:59 am

    คงคล้ายกับกับการวิจารณ์ฝนตกขึ้นฟ้าของอาจารณ์มั้งครับ คือ ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

  85. ธันวาคม 14, 2011 ที่ 12:34 am

    ดู Arthur Christmas จบยังไม่ได้ถามอาจารย์เลย ชอบไหมครับอยากได้comment สั้นๆของอาจารย์ไปแปะให้เวปหน่อย อิอิ ^^

    • ธันวาคม 14, 2011 ที่ 10:16 am

      สนุกดีนะครับ ส่วนของพล็อตหรือเค้าโครงก็ไม่ได้พิเศษอะไร แต่มีสองประเด็นที่ผมว่าหนังนำเสนอได้ดี
      นั่นคือการเรียกร้องไม่ให้ติดยึดหรือคร่ำครึกับประเพณีโบราณจนเกินไปเหมือนคุณปู่ของตัวเอก หรือหมกมุ่นอยู่กับเทคโนโลยีจนหลงลืมคุณค่าทางจิตใจและความเป็นมนุษย์เหมือนพี่ชายของตัวเอก แต่ที่โดนสุดๆก็คือการบอกว่าไม่มีครอบครัวไหนไม่มีปัญหา และนั่นรวมถึงครอบครัวของลุงซานต้า ข้อสำคัญ อารมณ์ขันทำงาน โดยเฉพาะฉากที่ตัวเอกร้องเพลง silent night ถอยหลัง 55555

  86. ธันวาคม 15, 2011 ที่ 12:39 am

    โอ้วว ขอบคุณมากเลยครับ เด่วจะขออนุญาตไปแปะนะครับ อิอิ

  87. ธันวาคม 16, 2011 ที่ 12:47 am

    Kevin เป็นไงมั้งครับอาตารย์ อิอิ

  88. ธันวาคม 16, 2011 ที่ 12:48 am

    Sün Wiki’ Kim :
    Kevin เป็นไงมั้งครับอาตารย์ อิอิ

    อาจารย์ -*-

    • ธันวาคม 16, 2011 ที่ 11:53 am

      ยากจะอธิบายครับ เพราะมันเกินเลยความรู้สึกว่ามันเป็นหนังยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก
      ทิลด้า สวินตันสมควรกับการได้ซักรางวัลจากสถาบันก็ตาม
      ฉากที่ผมชอบมากๆก็คือตอนท้ายเรื่องอ่ะครับที่แม่ถามลูกว่า ‘ทำไม’ ลูกตอบว่าเมื่อก่อนเคยคิดว่ารู้
      แต่เดี๋ยวนี้ไม่แน่ใจแล้ว
      ผมว่ามันอธิบายความจริงของชีวิตเลยนะครับที่ในขณะที่เราพยายามจะหาคำตอบตายตัวในทุกเรื่อง เพื่อว่าเราจะได้โล่งอกและสบายใจ ทั้งๆที่บางที มันอาจจะไม่ได้มีแค่หนึ่งเดียว หรือกระทั่งคนลงมือก็ยังไม่รู้คำตอบ
      ถ้าใช้สำบัดสำนวนซักหน่อยก็ต้องบอกว่ามันเป็นหนังที่ระบบคิดตกผลึกมากๆ :)

  89. ธันวาคม 17, 2011 ที่ 11:19 pm

    ชอบฉากเดียวกันเลยครับ มันอารมณ์แบบอึ้งๆชวนอึกอััดและรบกวนจิตใจเป็นที่สุด เหอๆ

  90. ธันวาคม 18, 2011 ที่ 10:55 pm

    อยากอ่านอาจารย์เขียนเรื่อง In The Mood For Love ของหว่อง จังเลยครับ อิอิ

  91. สุภางค์
    ธันวาคม 24, 2011 ที่ 9:41 am

    สวัสดีอีกครั้งค่ะ อาจารย์
    สถานการณ์น้ำท่วมที่บ้านอาจารย์หวังว่าคงดีขึ้นแล้วนะคะ ขอให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วค่ะ ที่สำคัญดีใจจังที่อาจารย์กลับมาคุยเรื่องหนังเหมือนเดิมแล้ว แ่ต่ยังไม่เห็นอาจารย์ตอนดูหนังรอบสื่อเท่าไหร่ (อันที่จริงตัวเองก็ไม่ค่อยจะได้ไปบ่อยนักหรอกค่ะ แต่ล่าสุดที่เพิ่งได้ไปดูคือ Sherlock Holmes 2 มัน ฮา เกย์ดาร์ กระจายค่ะ 5555) หวังว่าคราวหลังคงได้เจอกันอีกนะคะ ^^

    ว้าว! มีรีเควสท์หนังกันด้วย เลยอยากจะรีเควสท์บ้าง (อย่าหาว่า ‘ทวง’ นะคะ มันไม่งาม ^^)

    พูดง่ายๆ คืออยากถามอาจารย์ล่ะค่ะว่า ได้ดู Meek’s Cutoff กับ The Propositon หรือยังคะ? และถ้าได้ดูแล้วก็อยากให้เขียนถึงด้วยนะคะ อยากอ่านมากๆ ค่ะ

    เรื่องแรกบอกตรงๆ ว่าตัวเองก็ยังไม่ได้ดูเหมือนกันค่ะ (ซะงั้น) แต่ก็โหลดมาเก็บไว้ในลิสท์พักใหญ่แล้วเหมือนกัน รับรองว่าในปีนี้ต้องดูให้ได้ เห็นว่าบางสำนักนักวิจารณ์มีเลือกให้ติด Top 10 ด้วยนะคะ (ขออภัยจำไม่ได้แล้วว่าที่ไหนค่ะ) ส่วนเรื่องหลัง ตัวเองไ้ด้ดูไปแล้วหลายรอบ ก็รอแต่อ่านงานเขียนอาจารย์นี่แหล่ะค่ะ 555555

    • ธันวาคม 25, 2011 ที่ 8:14 pm

      ขอบคุณที่ถามถึง ชีวิตกลับคืนสู่ความเป็นปกติแล้วครับ และผมก็ไปดูหนังรอบสื่ออยู่เรื่อยๆนะครับ เรื่อง sherlock holmes2 ผมก็ไปดูนะครับ(ที่เซ็นทรัลเวิร์ลด์)
      สงสัยคงคลาดกับคุณสุภางค์ ผมบังเอิญไม่ได้ดูภาคแรก และรู้สึกว่าภาคสองนี่ไม่ค่อยจะสนุก ยกเว้นช่วงไคลแม็กซ์ตอนท้ายอ่ะครับ
      ผมไม่ทันนึกเรื่องเกย์ดาร์ครับ เพราะรู้สึกอยู่ตลอดว่า ทั้งโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์กับจูด ลอว์นี่ ทำไมมันแก่จัง รอยเหี่ยวย่นเต็มไปหมด
      (เขียนแบบนี้ ไม่ได้ดูสังขารตัวเองเลย) แถมนางเอกจาก dragon tattoo ก็ไม่รู้ว่าเธอมาทำอะไรในหนังเรื่องนี้
      ผมจะหาทางดู the proposition กับ meek’s cutoff นะครับ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ (555) เพราะมีหนังอีกเป็นสิบเรื่องเข้าคิวอยู่อ่ะครับ
      ล่าสุด ผมเพิ่งดู martha marcy may marlene และชอบมาก โดยเฉพาะในความประหลาดของตัวเอก ลองหาดูสิครับ

  92. ลักษมณ พีรประภากร
    ธันวาคม 25, 2011 ที่ 11:07 am

    สวัสดีค่ะอาจารย์ประวิทย์
    มีเรื่องรบกวนอาจารย์หน่อยค่ะ คือ ตอนนี้ดิฉันกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโท คณะมนุษยศาสตร์ เอกนิเทศศาสตร์และสารสนเทศค่ะ กำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การศึกษารูปแบบและแนวคิดของภาพยนตร์รางวัลออสการ์ ในปี 2001-2010″ จึงอยากจะขอรบกวนสัมภาษณ์อาจารย์เกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อแนวคิดที่ภาพยนตร์รางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ต้องการนำเสนอ รวมทั้งกระแสของภาพยนตร์รางวัลออสการ์ในประเทศไทยค่ะ ถ้าอาจารย์สะดวกให้ดิฉันเข้าสัมภาษณ์ได้ ดิฉันจะติดต่อกับอาจารย์ได้ทางไหนคะ

    ขอบคุณมากค่ะ

    • ธันวาคม 25, 2011 ที่ 8:04 pm

      ถ้าให้ข้อมูลได้ก็ยินดีครับ โทรมาหาผมก็ได้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมส่งเบอร์ไปให้ทางอีเมล์นี้ redapple_ka5@hotmail.com
      ก็แล้วกันนะครับ

  93. ลักษมณ พีรประภากร
    ธันวาคม 25, 2011 ที่ 8:37 pm

    ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ รออาจารย์ติดต่อกลับมาทางอีเมลอยู่นะคะ

  94. สุภางค์
    ธันวาคม 26, 2011 ที่ 3:51 pm

    ก่อนอื่นต้องขอบคุณนะคะสำหรับคำตอบ และดีใจด้วยค่ะที่สถานการณ์กลับคืนสู่ความปกติแล้ว ^^
    สำหรับ Sherlock Holmes 2 นั้น ที่ไม่เจอกันก็เพราะไปดูคนละที่กันน่ะค่ะ เพราะตัวเองดั๊นไปดูที่เซ็นจูรี่ ที่อนุสาวรีย์ชัยน่่ะค่ะ (ที่ Starpics จัดน่ะค่ะ) ส่วนหนังภาคนี้ ตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าแย่ว่าภาคแรกอะไรนะคะ เรื่องความฮานั้นพอๆ กัน แต่ส่วนที่ชอบมากกว่าภาคแรกเล็กน้อยคือ พล็อตเรื่องที่ดูจะอิงประวัติศาสตร์มากกว่า (ประมาณว่าเชื่อมโยงถึง WW1) แต่สำหรับตอนจบ เห็นน้องปุ้มปุ้ยบอกว่าเหมือนกับในนิยายค่ะ (พอดีตัวเองยังไม่ได้อ่านเลยไม่เก็ท 555) แต่เห็นด้วยกับอาจารย์นะคะเรื่องนางเอก Dragon Tattoo รู้สึกบทเธอน้อยไปหน่อย ใช้เธอไม่คุ้มเลย ทั้งๆ ที่เป็นตัวเอกหญิงคนเดียวแท้ๆ (สองพระเอกมัวแต่จีบกันอยู่นั่นแหละ 555)

    ส่วนหนัง martha marcy may marlene ก็เห็นเสียงวิจารณ์ดี น่าสนใจไม่น้อยค่ะ ขอบคุณที่แนะนำนะคะ แต่ตอนนี้ก็มีลิสท์รายชื่อหนังที่ต้องดูอยู่เพียบเหมือนกันค่ะ แต่เรื่องนี้จัดเข้าลิสต์แน่ค่ะ ^^

    ขอสวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเลยนะคะ

    ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรงนะคะ ^^

  95. ไป๋อารีย์..4
    ธันวาคม 29, 2011 ที่ 2:24 am

    สวัสดีครับอาจารย์

    ผมพึงมีโอกาสได้ดูเรื่อง salaam bombay อาจารย์เคยเขียนถึงมั้ยครับ ผมว่าหนังเขาดีมากนะครับ แต่หดหู่เหลือเกิน ดูแล้วคิดในใจว่าเด็กที่มาเล่นหรือตัวจริงมันก็มีชีวิตแบบนี้ เล่นดีเหลือเกิน

    ปีใหม่ไปเที่ยวไหนครับอาจารย์ (หรือว่ีาช่วงนี้งานยิ่งเยอะกว่าเก่า55555)

    • ธันวาคม 29, 2011 ที่ 4:03 pm

      เคยเขียนถึงนานมากแล้วในหนังสือ”ลลนา” ไม่รู้ว่ารู้จักหรือเปล่า เท่าที่จำได้ มันก็เป็นหนังแนวเทือกๆ neorealist กระมังครับ คือดูจริงจัง ไม่มีอะไรน่ารื่นรมย์ แล้วไม่ต้องมาทำให้เป็นหนัง feel good แบบ slumdog millionaire เท่าที่มีข้อมูล เด็กๆที่แสดงก็มีชีวิตไม่แตกต่างกับบทที่ได้รับ ซึ่งก็เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของหนังแนวนี้
      ปีใหม่ก็คงอยู่แถวๆนี้ครับ ไม่ได้ไปไหนไกล งานก็พอประมาณ แต่กำลังกังวลว่า ม.กรุงเทพเปิดเทอม นักศึกษาที่ย้ายมาเรียนที่เดียวกันหมดจะขี่คอกันเรียนยังไง 5555

  96. บดินทร์ เทพรัตน์
    ธันวาคม 31, 2011 ที่ 5:31 pm

    สวัสดีครับอาจารย์ประวิทย์ ผมชื่นชอบงานเขียนอาจารย์มานาน อ่านมาจะ 10 ปีแล้วครับ

    อยากเรียนถามอ.ว่า อ.เคยเขียนถึงหนังเรื่อง เถียนมีมี่ไหมครับ อยากทราบมุมมองของอ.ต่อหนังเรื่่องนี้ครับ:)

    • มกราคม 2, 2012 ที่ 7:35 pm

      ขอบคุณที่อุตส่าห์ตามอ่านครับ
      ผมไม่ได้เขียนถึงหนังเรื่องเถียนมี่มี่ตอนที่มันฉายในโรงนะครับ แต่ก็เล็งไว้ว่าจะเขียนถึงในฐานะหนังย้อนอดีตอยู่ครับ
      โดยส่วนตัวแล้ว ผมก็ว่ามันเป็นหนังรักหรือหนังโรแมนซ์ที่มีรสนิยม คือมันไม่บีบไม่เค้นอย่างเอาเป็นเอาตาย หรือพะเน้าพะนอคนดูจนเกินไป รวมทั้งการใช้รายละเอียดปลีกย่อยทั้งหลาย ตั้งแต่ภูมิหลังการเมือง จนถึงเรื่องการเสียชีวิตของเติ้งลี่จวิน มาเชื่อมโยงได้น่าติดตาม แต่ผมไม่ชอบหลี่หมิง คือรู้สึกว่าเขาเป็นนักแสดงที่มีข้อจำกัด ไม่แพรวพราว จัดจ้านเหมือนกับจางหมั่นอวี้ที่ดูมีเสน่ห์ดึงดูดและชีวิตชีวา

      อาศัยฉากหลังทางการเมืองมาเกี่ยวข้องได้อย่างน่าส

  97. NWP
    มกราคม 2, 2012 ที่ 1:41 am

    นวพรอินกับ sleeping beauty มาพักนึงและ
    ชอบการจัดวางคาแรกเตอร์ตัวเอกมากเลยอาจารย์
    มันแฝงไปด้วยความมุทะลุ บ้าบิ่น ชวนเอ็นจอยของตัวละครดีจังเลย
    แม้ว่าตัวมู๊ดโทนมันจะให้ความรู้สึกเยือกเย็น
    แต่สถานการณ์ของมันกลับเผ็ดร้อนและดูมีชีวิตชีวา
    ช่วงนี้วิ่งเข้าออกโรงหนังเป็นว่าเล่นเลยอาจารย์ มีแต่หนังน่าดู :D

    • มกราคม 2, 2012 ที่ 7:39 pm

      ถ้าชอบหนังที่มีบรรยากาศแบบ sleeping beauty รอดู we need to talk about kevin สิครับ มันทั้งร้อนรุ่มและเย็นยะเยือกพร้อมๆกัน อ้อ แถมให้อีกเรื่อง
      the skin i live in ดูแล้วต้องอุทาน OMG! 5555

  98. ไป๋อารีย์..4
    มกราคม 2, 2012 ที่ 2:07 am

    สวัสดีปีใหม่ครับอาจารย์
    ขอให้มีความสุขมากๆนะครับ
    สุขสันต์ปีใหม่ครับ

    • มกราคม 2, 2012 ที่ 7:40 pm

      เช่นเดียวกันครับ ขอให้มีความสุข และสนุกกับการดูหนังครับ :)

  99. pongsakorn26
    มกราคม 3, 2012 ที่ 7:14 pm

    สวัสดีปีใหม่ครับ พอดีติดตามอ่านงานของอาจารย์มานาน อยากแวะมาทักทายครับ

  100. pongsakorn26
    มกราคม 3, 2012 ที่ 7:26 pm

    เมื่อปีที่แล้วได้มีโอกาสได้ดูงานของ Powell&Pressburger 2 เรื่อง คือ Red Shoes กับ Black Narcissus แล้วชอบมากครับ เรื่องดี นักแสดงเก่ง ภาพสวย โดยเฉพาะงานMatte Paintingนี่เข้าขั้นตื่นตลึง อยากหาบทวิจารณ์ภาษาไทยอ่านแต่ก็ไม่เจอ อาจารย์เคยดู 2 เรื่องนี้รึเปล่าครับ

    ป.ล. เพราะชอบ Red Shoes มากพอไปดู Black Swan เลยไม่เคยสนุกเลยครับ ดูเหมือนเรื่องหลังจะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องแรกพอสมควรเลย

    • มกราคม 5, 2012 ที่ 11:40 am

      ผมได้ดู red shoes นานแล้ว สมัยยังเป็นวีดีโอ คุณภาพไม่ค่อยดี แต่ก็เป็นหนังที่สีสันของภาพฉูดฉาดบาดตามาก ผมว่าความที่มันเป็นหนังเพลงจากอังกฤษ เลยทำให้มันไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือกล่าวขวัญถึงเหมือนหนังเพลงของฮอลลีวู้ด อีกอย่างหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ไม่ได้พาฝันเป็นแบบน้ำแข็งใส่น้ำหวาน แล้วผมก็ว่ามันก็น่าจะเป็นอิทธิพลให้กับหนังเรื่อง black swan ไม่มากก็น้อย
      black swan ผมก็ว่าสนุกนะครับ แต่มันดูจงใจและพยายามจะบีบคั้นไปหน่อย และประเด็น ‘ขายวิญญาณ’ ก็ไม่ใช่ของแปลกใหม่

      ผมยังไม่ได้ดู black narcissus ครับ แต่ก็ซื้อดีวีดี.มาเก็บไว้นานแล้ว แต่ถ้าพูดถึงหนังของไมเคิล พาวเวลล์ เรื่องหนึ่งที่ผมว่าดีมากๆ และ ‘จิต’ มากๆ (ยิ่งกว่า psycho อีก) ก็คือ peeping tom และข้อสำคัญ มันเป็นหนังอีกเรื่องที่ใช้สีได้จัดจ้านมาก

  101. pongsakorn26
    มกราคม 5, 2012 ที่ 11:24 pm

    ดู peeping tom แล้วเหมือนกันครับ..ส่วนตัวผมว่าตอนที่หลอนที่สุดคือตอนที่ไมเคิล พาวเวลล์ มารับเชิญเป็นพ่อพระเอก เป็นภาพมัวๆ บนจอหนังอ่ะครับ มันหลอนๆ ไงไม่รู้

  102. ไป๋อารีย์..4
    มกราคม 7, 2012 ที่ 1:37 am

    สวัสดีครับอาจารย์

    พอดีผมมีเรื่องอยากรู้ว่า อาจารย์เคยเขียนหรือยังมีบทความ เกี่ยวกับหนังเรื่อง arizona dream หรือเปล่าครับ ผมอยากอ่านจริงๆครับ ดูจบแล้วแบบว่ามันบ้าดีแท้ เหมือนจะหลุดๆหลอนๆชวนกวนประสาทแท้ 555
    (พอดีไม่รู็ว่าเป็นสไตล์Emir Kusturicaหรือเปล่าครับ เพราะผมไม่เคยดูผลงานเรื่องอื่นๆเลยครับ ดูเรื่องแรกก็ได้เรื่องเลย 555 แต่ว่าไป Johnny Depp สมัยก่อนก็ได้ร่วมงานกับผู้กำกับเก่งๆหลายคนเลยนะครับ)

    • มกราคม 7, 2012 ที่ 10:10 pm

      ยอมแพ้ครับ เคยดูหนังของผู้กำกับคนนี้เรื่องเดียว คือ underground ซึ่งนานมากแล้ว
      และก็เป็นหนังดังที่สุด เพราะได้รางวัลปาล์มทอง ผมไม่ค่อยได้ติดตามหนังของผู้กำกับจากยุโรปตะวันออกเท่าไหร่ เรียกว่าห่างไกลเลยล่ะ สรุปว่าเป็นนักวิจารณ์หนังฮอลลีวู้ดโดยสายเลือดครับ 5555

  103. มกราคม 8, 2012 ที่ 2:05 am

    มาช้ากว่าเพื่อนเลย สวัสดีปีใหม่ครับ อาจารย์ ขอให้มีความสุขมากๆนะครับ สุขภาพแข็งแรง โรคภัยไม่เบียดเบียนครับ เขียนบทความให้ผมได้เสพกันต่อไปนะครับ อาจารย์

    • มกราคม 8, 2012 ที่ 9:39 pm

      ขอบคุณครับ และขอให้มีความสุข และสามารถรับมือกับความทุกข์ได้โดยไม่บอบช้ำนะครับ
      และขอบคุณที่ตามอ่านครับ :)

  104. ภูวนิตย์
    มกราคม 8, 2012 ที่ 2:09 am

    อาจารย์เขียนวิจารณ์ watchmen รึเปล่าครับ

    • มกราคม 8, 2012 ที่ 9:47 pm

      ไม่เคยเขียนถึงครับ แต่รู้สึกว่าจะเคยคอมเมนต์สั้นๆ
      หนังดูไม่ง่าย และค่อนข้างยาว แต่ดีมาก และยกระดับแนวทางซุปเปอร์ฮีโร่ให้เป็น
      เรื่องที่เคร่งขรึมจริงจัง และมีความซับซ้อนในตัว และผมว่า watchmen เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการอธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง ‘การ์ตูน’ กับ ‘graphic novel’ คือเราจะไม่ค่อยพบอะไรที่มันคอขาดบาดตาย เจ็บปวดทุกข์ทรมานในเรื่องที่มีลักษณะเป็นการ์ตูนอ่ะครับ

  105. pongsakorn26
    มกราคม 8, 2012 ที่ 9:27 pm

    ได้ดู Blu-Ray หนังเก่าๆ ของฝรั่ง ที่คุณภาพการเก็บรักษา การบูรณะ และการทรานเฟอร์ทำให้หนังที่เราเคยดูกันมาแล้วหลายรอบ กลับมาเจิดจรัสเหมือนดูหนังใหม่อีกครั้ง น่าเสียดายที่เทคโนโลยีนี้ยังไม่มาถึงหนังไทย เสียดายที่หนังไทยเก่าๆ หนังคุณรัตน์ เปสตันยี หนังอมตะหลายเรื่องของไฟว์สตาร์ ที่กว่าจะมีการผลิตดีวีดี ที่สัดส่วน และสีสันถูกต้อง ก็ต้องลุ้นจนหืดขึ้นคอ (แถมใช่ว่าทำออกมาแล้วจะมีคุณภาพ “ตามมาตรฐานสากล”อีกนะ อันนี้เห็นใจผู้ผลิต)

    ไม่มีอะไรหรอกครับแค่นึกอยากดูหนังไทยที่ตัวเองชอบอย่าง “แพรดำ” “นำ้ตาลไม่หวาน” “มือปืน” “กาลครั้งหนึ่งฯ” ในรูปแบบ Blu-Ray บ้าง ซึ่งมันอาจไม่มีทางเกิดขึ้นเลย หรือถ้าจะเกิดตอนนั้นฝรั่งเขาก็คงมีเทคโนโลยีใหม่กันไปแล้ว

    • มกราคม 8, 2012 ที่ 10:34 pm

      ผมว่าบางทีอาจจะต้องเผื่อใจไว้ซักเล็กน้อยในเรื่องความสดใสและคมชัดของหนังไทยเก่าๆนะครับ คือผมไม่รู้ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยชีวิตหนังเก่าได้มากน้อยแค่ไหน แต่จำได้ว่าตอนที่ได้ดูหนังเรื่อง “มือปืน” กับ “กาลครั้งหนึ่ง” ช่วงที่มันออกฉายครั้งแรก
      ต้นฉบับมันก็ไม่ได้สดใสและคมชัดอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเครื่องมือ กรรมวิธีในการล้าง หรือเครื่องฉาย หรือ “แพรดำ” กับ “น้ำตาลไม่หวาน” ก็เหมือนกัน ทั้งๆที่มันเป็นฉบับที่คุณภาพไม่แตกต่างจากเมื่อครั้งออกฉายใหม่ๆ แต่คุณภาพของภาพ(และเสียง)ก็เป็นแบบ ‘หนังไทย’ อ่ะครับ คือมันไม่ใสปิ๊งเหมือนเวลาดูหนังฝรั่งเก่าๆที่ restored แล้ว restored อีกไม่จบไม่สิ้น 555

  106. pongsakorn26
    มกราคม 9, 2012 ที่ 12:54 am

    เข้าใจจุดนั้นดีครับอาจารย์ หนังไทยเก่าลงแผ่น อย่าหวังrestored เลยครับ แค่ผู้ผลิตเห็นความสำคัญและทรานเฟอร์ ให้สัดส่วนและสีสันที่ถูกต้องของต้นฉบับ(ที่คุณภาพแบบ”หนังไทย”) ไม่ต้องเอา”ฝุ่น”เอา”ฝน”ออกก็ได้ แค่ไม่บีบ ไม่ซูม ก็ถือว่าเป็นบุญแล้วครับ

  107. วานร
    มกราคม 20, 2012 ที่ 1:16 pm

    ประเด็นสำคัญของการ re-mastering คือเพื่อการ”สืบอายุ”ก็อปปี้ต้นฉบับ จากฟิลม์ หรืออะไรก็ตามมาเป็น ฟิลม์ล็อตใหม่ หรือต้นฉบับในฟอร์แม็ตใหม่ๆ การจะทำเรื่องสลักสำคัญเช่นนั้นได้ น่าจะต้องทั้งมีวิสัยทัศน์ มีเงินทุน มีแรงสนับสนุนจากผู้เกี่ยวข้อง มีอุปกรณ์เครื่องมือพร้อมรองรับ

    เรื่องอุปกรณ์กับเงินทุนนั้นคิดว่าไม่น่าจะยากเกินควานหา อีกสองอย่างที่เหลือเป็นเรื่องน่าเหลือบ่าฯกว่ากันเยอะ

    บางทีอาจจะถึงคราวต้องตั้งกระทู้สำรวจว่า”คนไทยอยากให้รีมาสเตอร์หนังไหนเรื่องไหนมากที่สุด”เสียก่อนก็เป็นได้ครับ

    • มกราคม 21, 2012 ที่ 3:39 pm

      ความเห็นคุณวานรทำให้ผมนึกถึงเมื่อเร็วๆนี้ หอภาพยนตร์มีโครงการขึ้นทะเบียนหนังแห่งชาติ ชื่อประมาณนี้ครับ ผมว่าเริ่มต้นจากตรงนั้น-ก็ไม่เลว
      อย่างน้อย มันก็เป็นหนังที่หลายคนเห็นตรงกันว่ามีประโยชน์และคุณค่าในการเก็บรักษาเพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและศึกษา

  108. fman
    มกราคม 21, 2012 ที่ 1:23 am

    สวัสดีครับ อาจารย์ สบายดีไหมครับช่วงนี้ วันนี้มีเรื่องรบกวนถามความเห็นของอาจารย์ครับ ผมพึ่งได้ดูภาพยนตร์เรื่อง วัยรุ่นพันล้านไป และค่อนข้างติดใจกับหนังพอสมควรครับ

    ผมอยากถามอาจารย์ว่า หนังเรื่องนี้ต้องการจะบอกอะไรคนดู เพราะผมค่อนข้างสับสนกับ Theme ของหนังพอสมควร ผมนั่งคิดว่า หนังอยากบอกคล้าย Social Network ที่พยายามบอกว่า เงินไม่ใช่สิ่่งสำคัญที่สุด แต่พอมานั่งคิด ก็เพราะเงินนี่ ครอบครัวของพระเอกถึงมีความสุขได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน

    อาจารย์คิดว่ายังไงครับ

    • มกราคม 21, 2012 ที่ 3:57 pm

      ผมว่ากรณี social network มันคงจะพูดประมาณว่า ความสำเร็จมากมายมหาศาลแค่ไหน-ก็ซื้อความสัมพันธ์หรือมิตรภาพไม่ได้ และส่วนที่เย้ยหยันก็คือ คนที่สร้างเว็บไซต์ให้คนเชื่อมโยงติดต่อกันทั้งโลก กลับล้มเหลวในการเชื่อมโยงติดต่อกับคนรอบข้าง และสิ่งที่ตัวละครต้องลุ่นระทึกไม่ใช่จำนวนคนใช้ facebook แต่กลายเป็นการตอบรับเป็นเพื่อนจากคนที่เขาเคยเดทด้วยในตอนท้ายเรื่อง
      ส่วนวัยรุ่นพันล้าน เอาที่มองเห็นชัดๆก็คงจะเน้นที่เรื่องของการดิ้นรนกระเสือกกระสนของตัวเอก และเส้นทางของความสำเร็จมันไม่มีทางลัด และมันต้องเรียนรู้ ลองผิดลองถูกอะไรประมาณนี้ ส่วนเรื่องเงินนั้นเป็นแค่ผลลัพธ์หรือบำเหน็จรางวัลของความเหนื่อยยากมั้งครับ ซึ่งผมว่าคนทำหนังก็ไม่ได้เน้นมาก และในความรู้สึกผม เรื่องครอบครัวของตัวเอกก็ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญหรือมีความหมายเท่ากับตัวลุงเทืองที่ยืนหยัดเคียงคู่ ‘น้องต๊อบ’ มาตลอดมา ซึ่งผมว่า การมีผู้ช่วยที่รู้ใจ จงรักภักดี และยืนหยัดช่วยเหลือไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย เป็นหนึ่งใน ‘เคล็ดลับความสำเร็จ’ ตามชื่อเรื่องเหมือนกันนะครับ

  109. pongsakorn26
    มกราคม 22, 2012 ที่ 2:01 am

    ดู Army of Shadows ของ ฌอง-ปิแอร์ เมลวิลล์ มา อาจารย์เคยดูมั้ยครับ

    • มกราคม 25, 2012 ที่ 10:52 pm

      ยังไม่ได้ดูเลยครับ หนังของเมลวิลล์ที่ดูและชอบมากๆๆ และเขียนถึงด้วยก็คือ le samourai อ่ะครับ

  110. surut
    มกราคม 24, 2012 ที่ 8:41 pm

    น่าจะ วิจารณ์เรื่อง the shining บ้างนะครับ

    อยากให้อาจารย์ ตีความให้ผมหน่อยครับ

  111. ืnongmod
    มกราคม 24, 2012 ที่ 9:52 pm

    อาจารย์ประวิทย์ฮะ น้องมอดอ่านบทวิจารณ์ในบล็อกนี้แล้วทำให้ไม่อยากดูหนังจริงๆเลย เพราะกลัวว่าจะไม่สนุกเท่ากับงานเขียน จะมีวิธีแก้อย่างไรดีอะคับ (อยากบอกว่าให้เลิกอ่านนะคับ เพราะมันเสพติดไปแย้ววววว… อิอิ)

    • มกราคม 25, 2012 ที่ 11:02 pm

      น้องมอดยังวิ่งสวนลุมฯอยู่เหมือนเดิมใช่มั้ย ตอนนี้วิ่งเฉลี่ยวันละกี่โลฯ

      • มกราคม 29, 2012 ที่ 5:22 am

        ยังวิ่งอยู่คับ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8 โลต่อวันฮะ พยายามให้ได้มากกว่านี้ แต่หมดแรงเสียก่อน แสดงว่าปอดยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควรละมังฮะ หรืออาจเป็นเพราะเปลี่ยนระยะวิ่งด้วยคับ แทนที่จะวิ่งเต็มวง 2.5 โล ก็เปลี่ยนเป็นวิ่งไปที่ 1.8 โล แล้ววิ่งกลับ ทำให้ได้ระยะวิ่งเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 โลต่อรอบ ถ้าวันไหนแรงดีก็วิ่งไป-กลับสามรอบ ได้ระยะประมาณสิบโล แต่ถ้าแรงน้อย ก็วิ่งแค่สองรอบครึ่งคับ

        มีเรื่องจะขออนุญาิต คือน้องมอดต้องเขียนบทความ My Week With Marilyn อาจจะมีการใส่ชื่อบล็อกของอาจารย์ไว้ในบทความเป็นการเพิ่มเครดิตให้ตัวเองเล็กน้อย จึงขออนุญาตมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะฮะ หวังว่าจะได้รับความเมตตา

      • มกราคม 29, 2012 ที่ 10:26 pm

        โอ อึดจริงๆ อีกไม่นานคงจะได้ลงมาราธอน
        ส่วนเรื่องใส่ชื่อบล็อกก็ด้วยความยินดี และจะรออ่านบทวิจารณ์นะครับ หนังเข้าทางเลย ชิมิ 555

  112. Surut
    มกราคม 25, 2012 ที่ 9:31 am

    อาจารย์ เคยดู The shinng มั้ยครับ

    ช่วยวิจารณ์ให้หน่อยครับ

    • มกราคม 25, 2012 ที่ 11:00 pm

      ได้ดูนานมากแล้ว และก็ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ครับ เลยไม่ได้เขียนถึง สิ่งเดียวที่จำได้ก็คือประโยคที่บอกว่า
      All work and no play makes Jack a dull boy

  113. N.B.
    มกราคม 26, 2012 ที่ 5:33 am

    สวัสดีครับ อ.ประวิทย์ ผมเคยได้รับการสอนจากอาจารย์ในช่วงนึงสั้นๆของคอร์สภาพยนตร์วิจักษ์ เลยขอเรียกอาจารย์ไปด้วยเลยนะครับ ดีใจมากครับที่เจอบล๊อกอาจารย์ เพราะปกติไม่ได้ซื้อ Starpics, Filmax ไว้ มาอ่านแบบรวมฮิตแบบนี้แล้วเข้มข้นดีครับ
    ช่วงนี้ใกล้ออสก้าร์แล้ว ผมเลยสนใจย้อนกลับไปมองผลรางวัลปีก่อนๆ เลยสงสัยว่าปี 2005 ที่หนังยอดเยี่ยมตกเป็นของ Crash โดยเอาชนะ BB Mountain เป็นเพราะสาเหตุใดครับ (ส่วนตัวดูเรื่องหลังแล้วเฉยๆ) แต่ตอนนั้นหนังมาแรงมากๆ ไม่ใช่แค่กระแส แต่ทั้งคำวิจารณ์ คุณภาพ มันลอยมาอย่างเห็นได้ชัด ปราศจากคู่แข่ง อาจารย์คิดว่าที่ Crash เอาชนะได้เพราะอะไรครับ และมันสมควรรึเปล่า หรือแค่ถูกอวยเกินจริง

    • มกราคม 26, 2012 ที่ 11:20 pm

      ยินดีครับที่เข้ามาอ่าน เรื่องผลรางวัลออสการ์ว่าทำไมถึงได้หรือไม่ได้นี่มันตอบยากจริงๆ ถ้าพูดอย่างกำปั้นทุบดินก็ต้องบอกว่าเหตุผลที่เรื่องหนึ่งชนะรางวัลก็เพราะมีคนโหวตให้มากที่สุด
      แต่ที่เป็นปริศนาเสมอมาก็คือ อะไรเป็นแรงจูงใจหรือแรงผลักดัน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัด และทุกปีก็จะมีผู้สันทัดกรณีอธิบายที่มาที่ไปของ ‘ผลลัพธ์กันต่างๆนานา’ แต่ก็ไม่มีใครบอกได้จริงๆ
      เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าเพราะเหตุใด ก็ต้องสารภาพว่าไม่รู้จริงๆครับ แต่ที่บอกได้แน่ๆก็คือ ตอนนั้นผมเชียร์ bb mountain จริงๆผมก็ชอบหนังทั้งสองเรื่อง แต่สำหรับผมแล้ว หนังของอั้งลีนี่มันครบถ้วนกว่า ทั้งในแง่ของดราม่าซึ่งรักษาระดับพอเหมาะพอควร และสาระสำคัญของเรื่องที่ก็มีความคมคายในตัวมันเอง ขณะที่ crash สำหรับผม-เป็นหนังขายคอนเส็พท์ หรือหนังหลายชีวิต ซึ่งโอกาสที่เราจะยึดโยงกับตัวละครคนหนึ่งคนใดก็มีน้อย และฐานะของผู้ชมก็ดูเหมือนถูกกันให้เป็นเพียงคนเฝ้าสังเกตการณ์เท่านั้น แต่ประเด็นเหยียดผิวและเชื้อชาติในหนังเรื่อง crash ก็เป็น issue ที่เข้าถึงคนวงกว้างมากกว่าเรื่อง romance ของเพศที่สามมั้งครับ เลยอาจจะทำให้หนังดูจะมีความเป็นสากลมากกว่า
      ผมไม่อยากจะบอกว่าเป็นเพราะผู้กำกับหนังเป็นชาวไต้หวัน หนังก็เลยไม่ได้หนังยอดเยี่ยม เพราะมันจะทำให้ดูเหมือนกับว่ากรรมการที่โหวตให้หนังเรื่อง crash ได้รางวัลหนังเยี่ยม-เป็นพวกมือถือสากปากถือศีล 555

  114. pongsakorn26
    มกราคม 27, 2012 ที่ 1:40 am

    ได้ดูละครเพลง Phantom of The Opera @Royal Albert Hall อีกครั้งจากแผ่น(ดูใรโรงไปแล้วรอบนึง)ยิ่งทำให้รู้สึกว่าฉบับหนังของ โจเอล ชูมัคเกอร์ ไม่ดีเอาซะเลย (เคยดูในโรงเมื่อหลายปีก่อน แล้วจำได้ว่ารู้สึกกลางๆ) ฉากร้องเพลงต่างๆ ที่เราขนลุกตอนดูเวอร์ชั่นละครเพลง (แบบแห้ง) พอมาอยู่ในหนังกลับเป็นรู้สึกธรรมดาๆ ไปซะงั้น

    ป.ล. จำได้ว่า phantom ของโจเอล เป็นหนังฉายเปิดในเทศกาลหนังบ้านเรา(ที่ชอบมีสตีเว่น ซีกัล มาเดินพรมแดง) แถมเชิญเขามารับรางวัลเกียรติยศซะด้วย

    • มกราคม 29, 2012 ที่ 10:20 pm

      เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า phantom ของชูมัคเกอร์ไม่ใช่หนังดี ผมบังเอิญเป็นคนหนึ่งที่อยู๋ในโรงหนังสยาม ตอนที่หนังเรื่องนี้ฉายในงานเปิดเทศกาล
      แต่ก็ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรเพราะไม่ค่อยจะเชื่อมือโจเอล ชูมัคเกอร์อยู่แล้ว (หนังของชูมัคเกอร์แทบจะเรื่องเดียวที่ผมชอบมากๆก็คือเรื่อง st.elmo’s fire)
      และนอกจากสตีเว่น ซีกัลที่มาบ่อย อีกคนหนึ่งที่เป็นเจ้าประจำของงานเทศกาล ก็คือไป่หลิง จนน่าสงสัยว่าเธออาจจะมีคอนโดฯอยู่แถวซอยนานา 555

  115. NWP
    มกราคม 30, 2012 ที่ 5:59 pm

    ชีวิตช่วงนี้มีความสุขมาก หลังจากได้พบกับ once upon the time in Anatolia และโดนธนูของ Kevin ปักที่เข่า รู้สึกสมเพชกับ oscar ปีนี้จริงๆ ไม่มี Tida Swinton เข้าชิง ป่วยจริงๆ

    • กุมภาพันธ์ 4, 2012 ที่ 1:00 pm

      น่าอิจฉาจริงๆๆๆๆๆ ><

      • NWP
        กุมภาพันธ์ 6, 2012 ที่ 12:37 am

        อุตส่าห์เข้ามาดูทุกวัน นึกว่าอาจารย์กระหายอยากจะคุย ตอบสั้นๆแค่นี้ อยากกลับไปนั่เรียนด้วยจริงๆเลยอาจารย์

      • กุมภาพันธ์ 6, 2012 ที่ 10:29 am

        ความกระหายก็มีอยู่ตลอดเวลานะแหล่ะ นวพร แต่บางที การพูดอะไรเยิ่นเย้อมันก็สู้พูดแบบสั้นๆไม่ได้ แล้วคนที่ดูหนังอะไรแล้วก็สนุกนี่มันน่าอิจฉาจริงๆ
        ว่าแต่เพื่อนๆสบายดีกันทุกคนเนอะ ฝากความระลึกถึงด้วยครับ

      • NWP
        กุมภาพันธ์ 14, 2012 ที่ 11:06 pm

        เพื่อนๆสบายดี และยังพูดเป็นเสียงเดียวกันเวลาดูหนังด้วยกันว่า อยากคุยกับอาจารย์อยู่เรื่อยๆ หลังๆนี่ถึงขนาดบ่นกันว่าอยากกลับไปทำตัวกะเรกะราดตอนเรียนจะได้ซ้ำชั้นกับอาจารย์เรื่อยๆ
        ได้ข่าวว่าเจอนนทรมย์ อิจฉาจังเลยได้เจออาจารย์ เธอแอบนินทาถึงความหนุ่มของอาจารย์ด้วย 555
        วันนี้ดูไอรอนเรดี้มา มากาเร็ต เทชเชอร์ ล้มเหลวในการบริหารชีวิตทำงาน และชีวิตครอบครัวจริงๆ แต่หล่อนเป็นผู้หญิงคมเท่ และไม่บกพร่องทั้งด้านความคิดและคาแรกเตอร์เลย
        มันนี่บอลเป็นหนังดูสนุก ตึงตัง และบางครั้งก็ชวนน้ำตาซึม อยากคุยยาวๆนะครับอาจารย์ แต่คำพูดอาจารย์ด้านบนทำให้นวพรต้องรีบจบตัวเองอย่างรวบรัดตัดตอน!

      • กุมภาพันธ์ 16, 2012 ที่ 12:21 am

        ผมว่านนทรมย์เค้าเป็นที่มีทั้งสายตาแหลมคมและวิสัยทัศน์ที่ไม่ถูกบดบังด้วยความภาพลวงตา เข้าใจความจริงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แจ่มกระจ่างและถ่องแท้ ฝากบอกว่าอยากจะกินอะไรจะเลี้ยง55555
        ผมไม่ชอบ iron lady อ่ะครับ เกือบหลับด้วยซ้ำ ผมรู้สึกว่าคนทำหนังเดินสะดุดขาตัวเอง คือมีของดี มีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ แต่กลับเล่าได้อืดอาดยืดยาดและเลอะเทอะยิ่งกว่าตัวคุณแทตเชอร์ในตอนท้ายเรื่องด้วยซ้ำ และผมก็รู้สึกว่าแอ็คติ้งของเมอรีล สตรีพเรื่องนี้ก็ ‘เอาไม่อยู่’ คือทักษะในการแสดงแบบเลียนแบบตัวละครของเธอก็น่าทึ่งอยู่หรอก แต่เราก็เห็นความสามารถด้านนี้ของสตรีพมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว (บทบาทที่ผมว่าน่าตื่นเต้นที่สุดของเมอรีล สตรีพ อยู่ในหนังมินิซี่รี่ส์เรื่อง angels in america ที่เธอเล่นเป็นแร็บไบหรือพระชาวยิว) และองค์ประกอบรอบข้างก็ไม่สนับสนุนส่งเสริม
        ส่วน moneyball สำหรับผมถือเป็นหนังถูกหวย คือตอนแรกๆก็ไม่ได้กระตือรือร้นอยากจะดูเท่าไหร่ คือผมก็ชอบแบร็ด พิทท์นะครับ แต่พอมันเป็นหนังกีฬาเบสบอลแล้ว มันก็อดรู้สึกไม่ได้ว่ามันจะต้องเป็นหนังสูตรสำเร็จแน่ๆ ซึ่งปรากฏว่ามันก็เป็นหนังสูตรสำเร็จในแบบฉบับหนังกีฬาจริงๆ แต่วิธีการ และการให้น้ำหนักและความสำคัญ-ดูมีชั้นเชิงและรสนิยม และไม่พยายามจะบีบอารมณ์ของคนดูอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ
        ผมชอบฉากที่ลูกสาวแบร็ด พิทท์เล่นกีตาร์และร้องเพลงให้พ่อฟัง มันอบอุ่น อ่อนโยน ซาบซึ้ง และน่าประทับใจ และรู้สึกได้ถึงความรักความห่วงใยที่มีต่อกันโดยไม่ต้องให้ใครเอ่ยออกมาตรงๆ
        อีกอย่าง ผมชอบวิธีการที่หนังเรื่องนี้ขมวดความหมายในตอนท้าย คือมันไม่ได้เสพติดอยู่กับชัยชนะในเกมการแข่งขันหรือวัดความสำเร็จด้วยเงินทอง แต่ผมว่าการที่ตัวเอกทำให้ใครต่อใครต้องมาสังคายนาหรือเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการทำทีมเบสบอลไปโดยสิ้นเชิง-นี่ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่กว่าการชนะในเวิร์ลดซี่รี่ส์ซะอีก

  116. ไป๋อารีย์..4
    กุมภาพันธ์ 1, 2012 ที่ 1:08 am

    สวัสดีครับอาจารย์

    จังหวะผมพึงได้มีโอกาสดูเรื่อง Oasis(2002) ของ Lee Chang-Dong ถึงกับอึ้งกำกับการแสดงของนางเอกจริงๆครับ อาจารย์เคยดุมั้ยครับ ผมว่าหนังดีทีเดียวเลยครับ

    • กุมภาพันธ์ 4, 2012 ที่ 12:59 pm

      ผมไม่ได้ดู oasis ครับ แต่ได้ดู secret sunchine กับ poetry ซึ่งผมชอบมากๆทั้งสองเรื่อง และเป็นคนทำหนังเกาหลีที่รู้สึกว่าต้องติดตามผลงาน และสงสัยคงจะต้องไปหา oasis มาดู

  117. กุมภาพันธ์ 7, 2012 ที่ 2:53 am

    สวัสดีครับ อาจารย์

    ช่วงนี้ผมนั่งเขียนนิยายแนวศาลเตี้ยฆาตกรรมอยู่ครับเลยดูหนังแนวนี้มาก ช่วงนี้คุณไป๋อารีย์ได้แนะนำผมให้ได้ชมภาพยนตร์ถึงสามเรื่องได้แก่ I Saw the Devil , The Man From Now here , Mother

    ผมดูหนังแต่เรื่องของเขาแล้วแทบจะอึ้งที่เกาหลีไปไกลกว่าเรามาก หนังสามเรื่องนี้ทำให้ผมถึงกับเหนื่อยหน่ายกับหนังในประเทศตัวเองไปเลยครับ เพราะแทนที่เราจะมีหนังแบบนี้เราดันมีแต่หนังรักซ้ำซากออมกมาเต็มไปหมดจนผมเริ่มเกิดอาการเอียนหนังรักขึ้นมาในบัดดล หนังล่าสุดที่ได้ดูของไทยคือ ATM ที่ยอมรับว่า ไม่สนุกเลยครับ

    อาจารย์เคยชม ภาพยนตร์สามเรื่องที่ว่านี้ไหมครับ แล้วอาจารย์คิดยังไงครับ

    • กุมภาพันธ์ 7, 2012 ที่ 11:27 pm

      มองโลกในแง่ดีนะครับ หนังเกาหลีประเภท ‘ไม่ไหวจะเคลียร์’ ก็น่าจะมีเยอะนะครับ หนังไทยทั้งหลายถึงได้พยายามเลียนแบบกันจัง ล่าสุดผมเพิ่งดู “รักสุดท้ายป้ายหน้า”
      ก็เป็นหนังที่รับอิทธิพลจากหนังเกาหลีบีบน้ำตามาเต็มๆ และผมว่าหนังเรื่อง the melody เท่าที่ได้ดูตัวอย่าง-ก็น่าจะออกไปทางนั้น
      ผมเห็นด้วยว่าหนังไทยจำนวนไม่น้อย ‘น่าเหนื่อยหน่าย’ จริงๆ (เป็นคำที่อธิบายความรู้สึกผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าของคนเขียนได้ดีมากๆเลยครับ) และช่วงหลังๆก็เต็มไปด้วยหนังรักซ้ำซาก
      หนังที่เทิดทูนบูชาความรักจนเพิกเฉยต่อความเป็นจริง ซึ่งผมว่าถ้าหากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ อีกซักพัก ตลาดมันก็จะวายไปเอง แล้วเราก็จะหันไปรีไซเคิลหนังแนวอื่นๆต่อไป
      แต่เวลาที่ได้ดูหนังไทยที่่ดี มันก็เป็นความรู้สึกที่พิเศษจริงๆนะครับ อย่างปีที่แล้ว หนังไทยที่ผมชอบมากๆก็คือ hi-so หรือเรื่อง “พุ่มพวง” ก็ไม่เลว
      เพียงแต่ว่าอย่างที่เคยเขียน คือมันมีจำนวนน้อยเกินไป เทียบกับหนังดีๆของเกาหลี หรือญี่ปุ่น หรือไต้หวันแล้ว จำนวนมันน้อยจนเกือบจะไปเจียดสัดส่วนของหนังตลาดไม่ได้เลย
      ผมได้ดู mother เรื่องเดียว ซึ่งก็เป็นหนังที่ดูสนุก ปมปริศนาดึงดูดและชวนให้ติดตาม พล็อตเรื่องก็ซับซ้อน และถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนจะแตะต้องประเด็นทางสังคม
      รวมทั้งคนที่แสดงเป็นแม่ก็เล่นได้สุดยอดมากกกกก
      ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่า ปีนี้ เราจะได้ดูหนังไทยที่ก้าวพ้นเรื่องราวความรักที่ตื้นเขิน ประดิดประดอยและจอมปลอม ไม่รู้ขอเยอะไปมั้ย :)

      • กุมภาพันธ์ 8, 2012 ที่ 3:09 am

        ปีที่แล้วผมก็มีหนังไทยดีๆมาให้ดูบ้างเหมือนกันครับ อย่าง ลัดดาแลนด์ที่ตีแสกหน้าคนชนชั้นกลางอย่างแรง พุ่มพวงก็เป็นหนังดี ถึงจะยังไม่ได้หนังอิสระอย่างฝนตกขึ้นฟ้าหรือไฮโซกับที่รักก็น่าจะเป็นหนังที่แตกต่างบ้างในความหวังของผมนะ (แต่อาจารย์คอนเฟิร์มไฮโซมาคงต้องหาดูจริงๆ)

        แต่ปีที่แล้วผมกลับชอบหนังอย่าง วัยรุ่นพันล้าน ศพไม่เงียบ หรือ หมาแก่อันตรายมากๆ(หมาแก่นี่ชอบจริงๆ น่าจะเป็นหนังที่ดีของยุทธเลิศเลยครับ) ไม่รู้ว่าอาจารย์เห็นยังไง

        แต่ผมคิดว่า หนังพวกนี้มันน้อยมากเมื่อเทียบกับหนังประเทศอื่น คำว่า น่าเหนื่อยหน่าย บอกความรู้สึกได้เลยครับ สำหรับผมที่ไม่ค่อยได้่เข้าไปดูหนังในโรงเท่าไหร่(เพราะสภาพคล่องทางการเงินของตัวเองครับ) เลยต้องเลือกหนังที่จะไปดูในโรงให้คุ้มค่า

        Mother คนเล่นเป็นแม่สุดยอดมากครับจริงๆ น้ำตาไหลเลยครับ ผมไม่รู้จะขออะไรกับหนังไทยเหมือนกัน ก็ขอให้มีหนังดีๆที่มันไปไกลกว่านี้เถอะครับ

        ปีนี้หวังกับ เช็คสเปียร์ต้องตายกับไม่ได้มาขอให้มารัก หวังว่าจะทำให้ผมรู้ดีกับหนังไทยได้มากกว่านี้นะครับ

      • กุมภาพันธ์ 12, 2012 ที่ 9:35 pm

        ศพไม่เงียบเป็นหนังที่เกือบดีนะครับ แต่การแสดงแบบโอเวอร์แอ็คมันทำลายความน่าเชื่อถือของหนังไปเยอะเลย ส่วนหมาแก่อันตรายเป็นหนังที่ดูสนุก และก็อยู่ในมาตรฐานของยุทธเลิศ แต่ก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมาก ผมรู้สึกว่าทั้งเนื้อเรื่องและวิธีการนำเสนอมันประดิดประดอยไปนิด

  118. english_rabbit
    กุมภาพันธ์ 14, 2012 ที่ 5:35 pm

    สวัสดีครับอาจารย์
    ผมทนรอหนัง The Artist เข้าโรงไม่ไหว เลยไปสอยแผ่นกุ๊กกู๋มาดูก่อนครับ -_-” โอ้ว ดูแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหนังเงียบเรื่องนี้ ถึงได้เป็นที่รัก และยกย่องอย่างสูงจากคนดูหนัง นักวิจารณ์ รวมถึงคนในวงการ มากมายขนาดนี้ หนังมันช่างรื่นรมณ์ กลมกล่อม ชวนให้ถวิลหาอดีตยุคทองของภาพยนตร์ยิ่งนัก อีกทั้งนักแสดงนำอย่าง Jean Dujardin และ Bérénice Bejo ก็ทรงเสน่ห์จับตา จับใจมากๆ ครับ
    หนัง The Artist เจ๋งตรงที่เป็นหนังที่คนทำหนังรุ่นใหม่ ต้องการพูดถึงความยิ่งใหญ่ และเสื่อมสลายของหนังเงียบ โดยใช้วิธีการนำเสนอตามขนบหนังเงียบแบบดั้งเดิมทุกประการ นี่หละครับการสร้างงานศิลปะยุค Post Modern ขนาดแท้ (อีกเรื่องที่ผมดูแล้วรู้สึกแบบนี้คือ Moulin Rouge!)
    อาจารย์ได้ดูหนังเรื่องนี้รึยังครับ แล้วคิดยังไงบ้างครับ ฮอลลีวูด และวงการหนังโลกกำลังเข้าสู่ช่วง “สูงสุด คืนสู่สามัญ” แล้วใช่มั้ยครับ

    • กุมภาพันธ์ 15, 2012 ที่ 11:54 pm

      แผ่นกุ๊กกู๋คืออะไรครับ อยากรู้
      ผมยังไม่ได้ดู the artist เลย เพราะรอดูในโรงภาพยนตร์ ซึ่งอีกไม่นานก็คงจะเข้าฉาย คือผมรู้สึกว่าถ้าเลือกได้ ก็อยากจะมี ‘ความประทับใจแรก’ ที่น่าจดจำ
      แต่ผมได้ดู the descendants แล้วนะครับ และก็ชอบมากกกกก
      มันเป็นหนังที่ทั้งเศร้า ทั้งอ่อนหวาน และตอนจบของมันก็ถึงขั้นสร้างความผ้องแผ้วเบิกบาน และเกือบๆจะชำระล้างจิตใจเลยทีเดียว
      ส่วนเรื่อง post modern นี่ ขอสารภาพว่าไม่สันทัด แต่การย้อนกลับไปอ้างอิงของเก่า ทำซ้ำ หวนรำลึกอดีต-ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
      the artist ไม่ใช่เรื่องแรกๆและก็จะไม่ใช่เรื่องสุดท้าย แต่สิ่งที่ต้องชม(ทั้งๆที่ยังไม่ได้ดู) ก็คือ ความกล้าหาญ
      คือแค่คิดว่าจะทำหนังเงียบขาวดำในยุคสมัยนี้-ก็ถือว่าบ้าดีเดือดแล้ว และก็ต้องให้เครดิตคนออกเงินด้วยที่เสียสติพอๆกัน

      • english_rabbit
        กุมภาพันธ์ 18, 2012 ที่ 3:23 pm

        “แผ่นกุ๊กกู๋” ก็คือ “แผ่นผี” แหละครับ ผมเรียกให้มันน่ารัก ^^ 5555+ The Artist เป็นความทะเยอทะยาน และบ้าบิ่นของผู้สร้างจริงๆ ครับ อย่างที่อาจารย์บอกครับ …ย้อนกลับไปอ้างอิงของเก่า ทำซ้ำ หวนรำลึกอดีต… เรื่องนี้ทำได้อย่างสุดโต่งจริงๆ
        ผมไปดู the descendants มาเมื่อวานครับ ปลาบปลื้มมากเช่นเดียวกัน ผมว่าผกก.อเล็กซานเดอร์ เพย์น ทำหนังดราม่าชีวิตของสามัญชนได้ดีเหลือเกิน เรื่องราว และตัวละครมีจิตวิญญาณจับต้องได้ แก่นเรื่องเกี่ยวกับเติบโต (ทางความคิด) ของตัวละคร ที่ได้เรียนรู้เรื่องการยอมรับ และให้อภัย ถือเป็น coming of age แบบผู้ใหญ่ๆ เลยทีเดียว
        สิ่งที่ผมชอบมากถึงมากที่สุด คือ ตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์อย่างเข้มข้น มีมิติลุ่มลึก แม้กระทั่งตัวละครที่แรกเริ่มมีลักษณะเป็น stereotype อย่างพ่อตาตัวร้าย และเพื่อนชายตัวแสบของลูกสาว แต่เมื่อหนังดำเนินมาเรื่อยๆ ก็ทำให้เราเห็นด้านอื่นๆ ของตัวละคร ซึ่งเมื่อได้การแสดงที่เป็นธรรมชาติ กลืนเนียนกับบทของนักแสดงทุกคน ทำให้พลังดราม่าสำแดงผล จนผมต้องหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งขั้นสุด ก่อนจะเดินออกจากโรงสกาล่าด้วยหัวใจที่พองโต และมีความสุขที่สุดอีกหนึ่งวัน

  119. NWP
    มีนาคม 3, 2012 ที่ 11:01 am

    The Artist มันธรรมดามากเลยอาจารย์ ถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้ในยุคหนังเงียบมันต้องเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก มันเป็นหนังบูชาศิลปินที่ไม่มีศิลปะเอาซะเลย
    The descendant หนังอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ชอบฉากจบเล็กๆที่ทุกคนมานั่งกอบบนโซฟาตัวเดียวกัน ห่มผ้าห่มสีเหลือที่แม่ใช้ห่มที่โรงพยาบาล มันทำให้นึกถึงคำพูดของแมตที่บอกว่าชีวิตเขาก็เหมือนเกาะเล็กเกาะน้องในฮาวาย ที่ถูกแผ่นน้ำมหาศาลกันไว้ ใครจะรู้ว่าที่สุดแล้ว เกาะเล็กเกาะน้อยเหล่านั้นอยู่รวมกันอย่างงดงามภายใต้สกุลเดียวกันว่า ฮาวาย
    War horse
    หนังน่าเบื่อมาก บีบคันเฟ้นอารมณ์คนดูจนอึดอัด เรื่องราวชีวิตม้าก็เยอะแยะจนขาดรายละเอียดขาดมิติ นี่คือหนังที่ว่าด้วยเรื่องของม้าสึก และแสดงอาการตกม้าตายของสปิลเบริก
    Hugo
    เราไม่ค่อยเห็นมาร์ติน สกอเซซี่ทำหนังแบบนี้ เขาคงเป็นเด็กเนิร์ดมากในโลกภาพยนตร์เหมือนอย่างอูโก มันเห็นภาพว่าเขารักภาพยนตร์แค่ไหน สำหรับเขาแล้วภาพยนตร์คือมายากลที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และมีเสน่ห์ชวนหลงไหล

    จะเล่าหนังอีกหลายเรื่องแต่กลัวอาจารย์จะต่อว่าว่ามันยาวไป เดี๋ยวแวะมาเติมเรื่องสนุกๆให้ฟัง
    ด้วยคิดถึง,

    • มีนาคม 6, 2012 ที่ 10:57 pm

      รวมๆแล้ว ผมก็ชอบ the descendants ที่สุดเหมือนกัน ด้วยความที่มันอบอุ่น อ่อนโยน และมาพร้อมกับทัศนคติเชิงบวกมากๆ นั่นคือการเรียกร้องให้รู้จักให้อภัย
      ส่วน the artist ก็เป็นหนังที่เลียนแบบหนังเมโลดราม่ายุคหนังเงียบได้ละม้ายคล้ายๆคลึงมากๆ ส่วนที่ผมว่าโดดเด่นก็คือการแสดงของนักแสดงที่ทุกคนจะเล่นกันแบบเว่อร์นิดๆ
      ออกท่าทางมากกว่าปกติ ทำนองว่าชดเชยความเป็นหนังเงียบ แล้วพระเอกก็เล่นได้เก่งมาก และเต้นรำราวกับเฟรด แอสแตร์บวกจีน เคลลี่ คล่องแคล่ว ลื่นไหล
      war horse ก็เป็นหนังแบบสปีลเบิร์ก นั่นล่ะครับ บีบๆหน่อย และชอบกระหน่ำซ้ำเติมความรู้สึกของคนดูในแบบที่เกือบๆจะหมดความอดทน แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยดี
      ส่วน Hugo นี่ผมชอบครึ่งหลังของเรื่องมาก ที่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับเมลิเอส์ และวิธีการที่สกอร์เซซีเรียกร้องให้คนดูหันมาสนใจคนทำหนังรุ่นเก่า และผลงานที่ถูกหลงลืม
      ทำได้ซาบซึ้งมากๆ
      เรื่องมันก็เป็นเช่นนี้ล่ะครับ :)

  120. อั๋น
    มีนาคม 7, 2012 ที่ 8:04 pm

    สวัสดีครับอาจารย์ ผมเป็นแฟนงานเขียนของอาจารย์มานานแล้วครับ บทวิจารณ์ของอาจารย์ละเอียดลึกซึ่้งและทำให้ผมเห็นประเด็นที่ลึกซึ้งมากมายจนต้องกลับไปดูซำ้อีกรอบ ด้วยความที่ผมเป็นแฟนหนังของ woody allen จึงอยากให้อาจารย์ post งานวิจารณ์หนังของ woody หน่อยครับ ผมประทับใจจาก crime and misdemeanor ที่อ่านใน starpics ครับ
    ขอบคุณครับ

    • มีนาคม 7, 2012 ที่ 9:32 pm

      ขอบคุณที่ตามอ่านครับ แต่มันคงจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณอั๋นบอกหรอกครับ ดีบ้างแย่บ้างคละๆกันไปอ่ะครับ
      จริงๆผมเขียนถึงหนังของวู้ดดี้ อัลเลนไว้เยอะเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นการเขียนตอนที่หนังเพิ่งจะออกฉายใหม่ๆ ยังไงจะทยอย post แล้วกันนะครับ

  121. อั๋น
    มีนาคม 7, 2012 ที่ 8:10 pm

    ผมได้อ่าน annie hall กับ hannah and her sisters จาก blog นี้แล้วครับ ว่าจะกลับไปดูใหม่อีกรอบแล้วจะมา post ใหม่ครับ

  122. มีนาคม 9, 2012 ที่ 1:17 am

    ตามมาเจอได้ เว็บบล๊อกดีๆแบบนี้

  123. เต่เต๊
    มีนาคม 10, 2012 ที่ 6:46 am

    ข่าวดีแฟน Hitchcock ตอนนี้ BFI กำลัง restore หนังเงียบของฮิตช์ค็อก 9 เรื่องรวด เหมือนบางเรื่องมีไปเจอฟิล์มเก่าที่ประเทศอื่นด้วย กลางปีนี้จะเปิดตัวสองเรื่อง คือ The Pleasure Garden กับ The Lodger โดยจะฉายเวอร์ชั่นที ่restored แล้ว ทำดนตรีใหม่หมด เก็บบัตรแพงๆ ไม่รู้เล่นดนตรีสดรอบแรกด้วยไหม คืองานดูอลังการมาก จากนั้นเรื่องอื่นๆ คงค่อยๆ ทะยอยออกมา

    อันนี้เหมือนเป็นโจทย์ใหญ่ของ BFI ว่าจะทำให้ Hitchcock ที่ดูเหมือนช้ำแล้ว กลับมาสดใหม่ได้อย่างไร คำตอบก็คือสร้างออร่าให้กับหนังที่ยังไม่ดังของเขา

    ดูรายละเอียดและเทรลเลอร์ที่นี่ครับอาจารย์
    http://www.bfi.org.uk/hitchcock/

    • มีนาคม 11, 2012 ที่ 11:25 am

      โอ้ว น่าสนใจมากๆครับ เต่เต๊ เพราะเท่าที่เคยดูหนังเก่าพวกนี้ สภาพมันมัวซัว จนดูแทบไม่รู้เรื่อง ไม่นานมานี้ เพิ่งได้ย้อนกลับไปดูหนังเรื่อง blackmail แต่เป็นเวอร์ชั่นที่เหมือนกับ restored แล้ว ภาพคมชัดและใสแจ๋ว ฟีลลิ่งมันต่างไปจากตอนที่ดูจากวิดีโอเทปฟ้ากับเหวเลย และมันทำให้หนังนาดูขึ้นเป็นกองเลย
      ขอบคุณสำหรับการ update ครับ วันก่อนเพิ่งเจอกัลปพฤกษ์ ยังถามถึงเต่เต๊ ได้ข่าวว่าเรียนหนัก รักษาสุขภาพนะครับ
      อีกอย่าง ตอนนี้ใกล้อบรมฯภาพยนตร์วิจักษ์อีกแล้ว สนใจกลับมาร่วมแจมมั้ย 55555
      ปล. มีอีกเรื่องที่เกือบลืม ตอนนั้นที่เต่เต๊ถามว่าเคยเขียนถึง rebecca มั้ย แล้วเราบอกว่าไม่เคย
      ปรากฏว่าจริงๆแล้วเคย ไม่น่าเชื่อเลยว่าลืมสนิทเลย แต่มันก็เขียนแบบวิเคราะห์เนื้อหา และตัวละครอย่างที่เคยทำนะแหล่ะ
      ตอนเขียนตอนนั้น ยังนึกไม่ถึงด้วยซ้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรีเบคก้ากับมิสซิสแดนเวอร์ มีนัยของรักร่วมเพศ

      • NWP
        มีนาคม 16, 2012 ที่ 11:48 pm

        คิดถึงอาจารย์ทั้งสองคน

      • มีนาคม 17, 2012 ที่ 11:14 pm

        :-)

  124. ไป๋อารีย์..4
    มีนาคม 15, 2012 ที่ 2:23 am

    สวัสดีครับอาจารย์

    ผมพึงมีโอกาสได้ดูเรื่อง IT’S A WONDERFUL LIFE(1946) หลังจากได้ยินชื่อเสียงมาเนินนาน
    (แอบอ่านที่อาจารย์วิจารณ์เรียบร้อยไปแล้ว555) ผมก็พึงรู้ว่าหนังมันค่อนข้างลงตัวมาก เหมือนเป็นหนังสมัยใหม่เลย แ้ล้วหนังสวยมาก ถ่ายสวยจริงๆครับ แต่ที่ว่าสุดยอดเลย คือพระเอก เล่นได้สนุกมาก ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆก็รักหนังเรื่องนี้

    • มีนาคม 15, 2012 ที่ 9:36 pm

      มันเป็นหนังแนวให้กำลังใจ และฟื้นฟูจิตใจที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งอ่ะครับ แล้ววิธีคิดของมันก็เรียบง่าย แต่ลึกซึ้งมากๆ โดยเฉพาะการเรียกร้องให้คนดูตระหนักว่า ทุกชีวิตล้วนแล้วเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน และข้อสำคัญ มีค่า สำหรับผม เจมส์ สจ๊วตเป็นนักแสดงคนโปรดคนหนึ่งที่ติดตามดูหนังของเขาทุกเรื่องเท่าที่เป็นไปได้อ่ะครับ

  125. มีนาคม 19, 2012 ที่ 6:57 am

    สวัสดีครับอ.ประวิทย์ เมื่อคืนเพิ่่งได้มีโอกาสดู Schindler’s List ถึงเช้า เลยว่าจะเข้ามาอ่านบทวิจารณ์ของอ.อ่ะครับ แต่ไม่ยักหาเจอ อ.พอจะมีเขียนไว้บ้างใหมครับ? ขอบคุณล่วงหน้าครับ :)

    • มีนาคม 20, 2012 ที่ 10:38 am

      ผมยังไม่ได้เขียนถึง schindler’s list เลยครับ แต่ก็อยู่ในรายชื่อหนังที่น่าจะได้เขียนถึง

  126. ไป๋อารีย์..4
    มีนาคม 20, 2012 ที่ 1:15 am

    สวัสดีครับ

    อาจารย์พอทราบมั้ยครับว่าเรื่องนี้ชื่อเรื่องว่าอะไำรครับ ผมจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากเรื่องย่อ(เป็นหนังเก่ามากครับ)

    มันเกี่ยวกับเด็กสองคนที่ไปขโมยของอะไรสักอย่าง แล้วโดนจับได้ แต่อีกคนหนีทัน ทำให้ทั้งสองไม่ได้เจอหน้ากันนาน คนที่หนีทันโตมาได้กลายเป็นนักบวช ที่ใครๆก็รัก ส่วนคนที่หนีไม่ทัน ได้กลายเป็นนักเลงที่เด็กๆอยากเลียนแบบอะครับ แต่โดนจับได้ แล้วจะโดนประหารหรือยังไงนี่แหละ แล้วนักบวชที่เคยเป็นเพื่อนกัน จึงขอให้ก่อนตาย ทำความดีสักครั้ง โดยการแกล้งทำเป็นกลัวตาย เพื่อให้เด็กๆไม่เอาเป็นตัวอย่างครับ เรื่องประมาณนี้ิ ผมจำไม่ได้ว่าใครเล่น หรือใครกำกับ ครับ รบกวนอาจารย์หน่อยนะครับ

    ขอบคุณครับ

    • มีนาคม 20, 2012 ที่ 10:33 am

      ปกติแล้ว เวลาผมถูกถามเรื่องย่อทำนองนี้ว่าชื่อเรื่องคืออะไร ผมมักจะตอบไม่ค่อยได้ เพราะความที่ดูเยอะ และถ้าหากมันไม่ดีมากๆ ก็มักจะลืม แต่ที่ให้ข้อมูลมานี่ละเอียดมากครับ และก็มันเป็นหนังแกงสเตอร์ที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคสมัยของมัน หนังเรื่อง angels with dirty faces ปี 1938 ครับ ของไมเคิล เคอร์ติซ ตัวเอกก็คือเจมส์ แค็กนี่ย์ จริงๆแล้วเคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ถ้าค้นเจอจะเอามา post นะครับ

      • ไป๋อารีย์..4
        มีนาคม 22, 2012 ที่ 12:24 am

        ขอบคุณมากๆๆๆๆครับอาจารย์.5555 และก็ภาวนาให้อาจารย์ค้นเจอนะครับ 5555

  127. มีนาคม 23, 2012 ที่ 8:15 pm

    สวัสดีอ.ประวิทย์ครับ ผมชอบดูหนังซอมบี้มากและระหว่าง Night of the living dead ปี 68 กับปี 90 ส่วนตัวอ.คิดว่าภาคไหนดีกว่ากันครับ แล้วอ.ชอบภาคไหนมากกว่า แต่ผมชอบฉบับ 1968 มากกว่านะครับมันมองโลกในแง่ร้ายดี ได้อ่านงานเขียนของอ.แล้วชอบมากครับ

    • มีนาคม 31, 2012 ที่ 10:44 pm

      ขออภัยที่ตอบช้า พอดีมีหลายเรื่องเข้ามา ถ้าถามว่าระหว่างปี 68 กับ 90 ผมชอบภาคไหน ก็ต้องบอกว่าภาคแรกแน่ๆ เพราะมันเริ่มต้นจากอากาศธาตุ และมันวิพากษ์วิจารณ์สังคม ขณะที่ฉบับ 90 มันเป็นการรีเมค และแทบไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเลย นอกจากมันเป็นหนังสี และโหดขึ้นเท่านั้นเอง แต่หนังซอมบี้ที่ผมไม่เคยลืมจริงๆ ทั้งๆที่มันเป็นหนังเลวมากๆ (555) แต่ด้วยความที่เราได้ดูเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็คือหนังที่ใช้ชื่อง่ายๆว่า zombie ปี 1979 ถือสัญชาติอิตาลี สงสัยว่าเอามาดูตอนนี้ คงจะไม่เหลือความประทับใจอะไรแล้ว แต่จำได้ว่าตอนที่ดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนัง มันน่ากลัวมากๆ

  128. มีนาคม 25, 2012 ที่ 2:39 am

    ไปตามอ่านรีเพลย์ของอาจารย์เดือนนี้ไม่เห็นมี เห็นเขียนถึง DESCENDANTS อยู่ เอาจริงยังชอบฉากจบอยู่ มาคิดอีกทีมันเหมือนเป็นฉากแคมป์ปิ้งเล็กๆอย่างที่ลูกสาวคนเล็กอยากจะมีได้เลย เพราะข้างหน้าพวกเขาคือโทรทัศน์ในแง่หนึ่งมันก็อบอุ่นและส่องสว่างเหมือนกองไฟ

    ดูไอวิชมาร้องไห้เลย ชอบฉากก่อนที่เด็กสามคนจะออกไปหาเก็บเหรียญเพื่อเดินทางไปขอพรด้วยรถไฟ เด็กๆไปยืนรออยู่ตรงทางที่มีรถไฟกำลังวิ่งผ่าน ภาพตัดให้เห็นว่ามีป้าคนหนึ่งยืนรออยู่ฝั่งตรงข้ามพอรถไฟผ่านไปป้าหายไปเฉยเลย มันเซอร์ดีนะอาจารย์ถ้าจะบอกอย่างเถรตรงว่าเด็กพวกนี้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็นนั่นก็คือปาฏิหารย์นะซิ เผอิญช่วงที่ดูหนังเรื่องนี้รู้สึกว่าตัวเองก้านโลกและพอเราเห็นพาวเวอร์ฟลูจากเด็กมันก็ทำให้เราอิจฉาและเสียน้ำตาอย่างไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้เลยละ

    หลังจากเซอเพอเรชั่นได้รางวัลสาขาต่างประเทศนวพรก็แห่ไปดูซ้ำอีกรอบ เห็นรายละเอียดที่ไม่เคยเห็นในตอนแรก บ้านของครอบครัวซิมินกับเนอเดอร์อยู่ชั้นสาม(แม้ฝ่ายภรรยาจะยืนยันกับคนขนเปียโนว่าแค่ชั้นสอง) สูงพอและเหนือพออย่างชัดเจนถ้าจะเปรียบเทียบกับบ้านของหญิงเคร่งศาสนาและสามีตกงานที่มีบ้านอยู่ชั้นหนึ่งต่ำเตี้ยเลี้ยดิน

    ดูเชมมาด้วย ชอบฟราสเบนเดอร์จังเลย5555 สตีฟแมคควีนมองเรื่องเซ็กซ์อย่างเฉียบขาด การติดเซ็กซ์ไม่เหมือนกับติดยาเสพติด แต่มันคือการจอกกิ้งที่ต้องออกวิ่งในทุกๆวัน

    • มีนาคม 31, 2012 ที่ 10:54 pm

      ชี้แจงข้อเท็จจริงหน่อยนึงนะครับ นวพร ผมยังเขียน replay เหมือนเดิม แต่มันอยู่ในสตาร์พิคส์ (เล่มล่าสุดที่วางตลาดรู้สึกจะเป็น everyone says i love you ของวู้ดดี้ อัลเลน ส่วนเล่มหน้าที่ส่งต้นฉบับไปแล้ว เขียนถึง cries and whispers ของอิงมาร์ เบิร์กแมน) ส่วนที่นวพรอ่าน the descendants มันอยู่ใน filmmax มันก็เลยไม่มี replay นะสิ 555
      ผมก็ชอบ i wish มากๆๆๆๆ มันอ่อนโยน และข้อสำคัญ มันไม่ได้หันหลังให้กับความเป็นจริง
      พูดถึงเรื่องหนังของสตีฟ แม็คควีนที่ทำเรื่อง Shame (คนละคนกับอีกแม็คควีนที่เป็นพระเอกหนังรุ่นก่อนนะครับ) ถ้าหากนวพรยังไม่ได้ดู ขอแนะนำให้ดูหนังเรื่องแรกของเขาที่ชื่อ hunger
      ในแง่หนึ่ง มันโหดมากๆๆๆ แต่มีอยู่ฉากหนึ่งในหนังที่อยากจะแนะนำ มันเป็นฉากที่ตัวละครคุยกันนานเป็นสิบๆนาที ไม่ตัดเลย มันดูเหมือนง่าย แต่ยิ่งเวลาผ่านพ้น มันคล้ายๆว่าความยุ่งยากมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วถ้านักแสดงไม่เก่งจริง ฉากแบบนี้เละได้ง่ายๆ แล้วไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ในฉากนี้ก็เล่นได้สุดยอด

      • เมษายน 1, 2012 ที่ 12:01 pm

        โอ่ว ลืมไป 5555 อาจารย์เขียนหลายเล่มจังเลยตามล้างตามเช็ดไม่ทัน :D

      • เมษายน 2, 2012 ที่ 10:31 pm

        ไม่ต้องตามกระชั้นนักก็ได้ อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง อ่านของคนอื่นบ้าง-ก็ได้

  129. เมษายน 5, 2012 ที่ 12:00 am

    สวัสดีครับอาจารย์ แวะมาเยี่ยมครับ อิอิ

  130. ไกรวุฒิ
    เมษายน 17, 2012 ที่ 8:41 pm

    Alfred Hitchcock made ten silent films. Nine of them survive. The BFI needs £2 million to achieve its ambition to restore, preserve and present them to the nation in 2012, with brand new musical scores.

    The Hitchcock 9

    The Pleasure Garden (1925)
    The Lodger (1926)
    The Ring (1927)
    Downhill (1927)
    Easy Virtue (1927)
    The Farmers Wife (1927)
    Champagne (1928)
    The Manxman (1929)
    Blackmail (1929)

    Hitchcock’s Gala Event
    http://www.bfi.org.uk/hitchcock/events.html

  131. เมษายน 21, 2012 ที่ 11:31 pm

    แวะมาทักทายค้าบอาจารย์หวังว่าเทอมหน้าจะเรียนด้วยกันนะครับ ^^

  132. เมษายน 22, 2012 ที่ 8:06 am

    สวัสดีครับ จารย์ แวะมาทักทายอีกแล้วครับ ผมกำลังพักผ่อนเขียนนิยายพอดีครับ

    ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้ดูหนังเท่าไหร่ครับ(ส่วนมากที่ดูก็เป็นพวกเกรดบีมากๆ) เห็นไป๋เขียนถึงหนังเก่าก็อยากดูมั้งครับ เบื่อๆหนังใหม่ๆมาก ผมพึ่งไปได้ DVD เมืองในหมอกมา เดี๋ยวว่าจะลองดูสักหน่อยครับ อาจารย์ดูเรื่องนี้แล้วคิดยังไงครับ

    พูดถึงหนังสยองขวัญ The Cabin in the wood เป็นไงบ้างครับ น่ากลัวกว่าผีอมตะไหมครับ จะไปดูในโรงอยู่ ถ้านับจาก อเวนเจอร์ เรื่องนี้ผมล็อคเป้าไว้ว่าไปดูแน่ๆครับ

    จารย์เคยวิจารณ์หนังเรื่อง Blow Up ไหมครับของอันโตนิโอนี่น่ะครับ อยากลองอ่านดูครับ

    ขอบคุณจารย์มากครับ

    • เมษายน 22, 2012 ที่ 11:00 pm

      หวัดดีครับ เมืองในหมอกเป็นหนังประหลาด มันไม่สนุก แต่ก็ลึกลับและน่าติดตาม หลายอย่างก็พ้นยุคพ้นสมัย แต่ถ้าดูในฐานะหนังหัวก้าวหน้าสำหรับยุคที่ออกฉาย (ต้นทศวรรษ 2520) ก็เป็นหนังที่น่าอัศจรรย์ว่ามันสร้างมาได้อย่างไร แต่คุณภาพของหนังเวอร์ชั่นที่ผมได้ดูมันค่อนข้างแย่มากๆ ฟิล์มแดงไปหมด แล้วอัตราส่วนจอภาพก็ผิดด้วย
      ยังไม่ได้ดู cabin in the wood เลยครับ ได้ยินเสียงร่ำลือเยอะทีเดียว แต่ประเดี๋ยวคงจะไปดู
      ผมไม่เคยเขียนถึง blow up ครับ แต่พูดขึ้นมาก็คิดว่าเป็นหนังที่น่าเขียนถึง บางที อาจจะเร็วๆนี้ครับ

  133. เมษายน 22, 2012 ที่ 8:09 am

    สวัสดีครับ จารย์ แวะมาทักทายอีกแล้วครับ ผมกำลังพักผ่อนเขียนนิยายพอดีครับ

    พูดถึงหนังสยองขวัญ The Cabin in the wood เป็นไงบ้างครับ น่ากลัวกว่าผีอมตะไหมครับ จะไปดูในโรงอยู่ ถ้านับจาก อเวนเจอร์ เรื่องนี้ผมล็อคเป้าไว้ว่าไปดูแน่ๆครับ

    จารย์เคยวิจารณ์หนังเรื่อง Blow Up ไหมครับของอันโตนิโอนี่น่ะครับ อยากลองอ่านดูครับ

    ขอบคุณจารย์มากครับ

  134. spice
    พฤษภาคม 21, 2012 ที่ 12:57 pm

    อยากให้อาจารย์เพิ่มงานเขียนลงใน Starpics เป็นเล่มละ 2 เรื่องครับ

    เพราะ Starpics ปรับเป็นรายเดือน ทำให้เราเจอ Replay ลดลงเหลือเดือนละ 1 เรื่องเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีหนังให้รีเพลย์อีกมากมายเลย

    • พฤษภาคม 22, 2012 ที่ 3:51 pm

      ขอบคุณที่อุตส่าห์ติดตามครับ แต่มันคงจะแปลกๆนะครับถ้าหากมีการเขียนถึงหนังเก่าสองเรื่องในเล่มเดียว อีกอย่างเจ้าของหนังสือเขาคงไม่ยอม แต่ถึงอย่างไรก็ขอบคุณนะครับ ><

  135. พฤษภาคม 25, 2012 ที่ 7:03 am

    อาจารย์กลับมาแล้ว Filmax เดือนนี้ไม่เห็นอาจารย์เลยครับเลยสงสัยจารย์ไปไหนมาครับ แต่ไหนๆจารย์มาแล้ว ผมชวนคุยเรื่องหนังดีกว่า

    เดือนนี้ผมไปดูหนังในโรงแค่เรื่องเดียวเองครับ (Cabin ยังไม่ได้ดูเพราะโรงแถวบ้านยังไม่เอามาฉาย) เลยดู Avenger ไปครับ เพราะรอมานานแล้วครับเรื่องนี้

    ผมว่า Avenger เป็นหนังที่พยายามดึงอารมณ์ความเป็นเด็กกลับมาครับ(มันค่อนข้างต่างกับหนังสนองตัณหาตัวเองอย่าง ทรานฟอร์เมอร์เยอะครับ) ไม่รู้ จารย์ดูหรือยัง

    ล่าสุดผมพึ่งได้โอกาสให้ไปเขียนให้ Blogazine ในเว็บประชาไทครับ ก็เขียนหนังไปสามเรื่องครับ ถือว่าเป็นการฝึกฝนตัวเองครับ หวังว่าอาจารย์จะได้อ่าน

    อาจารย์ดู คน โลก จิต ยังครับ อยากรู้หนังมันควรจะเสี่ยงไปดูไหม (หนังไทยคิดหนักจริงๆ) ตอนนี้รออันธพาลเข้าอย่างเดียวครับ

    รออ่าน Replay เรื่อง Blow Up อยู่นะครับ

    • พฤษภาคม 26, 2012 ที่ 9:22 pm

      กลับมาแล้วครับ พอดีไปทัศนศึกษา ณ แดนไกล เลยว่างเว้นให้ดาว filmmax
      พูดถึง cabin in the woods แล้วก็ออกจะผิดหวัง เพราะก่อนหน้า คนรอบข้างบิลด์ซะเลิศเลอ เลยอาจจะตั้งความหวังสูงเกินไป
      แต่ในความเป็นหนังสยองขวัญที่พยายามหาหนทางใหม่ๆ ก็ต้องถือว่าพอไปได้ ไม่ดีมาก แต่ผมว่ามันน่าจะแดกดันหรือ irony หรือตลกร้ายยิ่งกว่านี้
      แต่ก็อย่าถือสาความเห็นของผมเลย (ว่าแต่โรงแถวบ้านนี้หมายถึงที่แก่งคอยใช่มั้ยเอ่ย)
      ส่วน avenger เป็นหนังดูสนุก ช่วงแรกๆมันพูดเยอะไปหน่อย แต่พอมันหยอดมุขตลก หนังก็ลื่นเลย ผมชอบโรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์มาก เป็นคนเล่นหนังเก่งที่ถูกใช้ประโยชน์น้อยไปหน่อย
      แล้วตอนนี้ดันอายุเยอะแล้วด้วย
      ยังไงจะเข้าไปอ่านใน blogazine นะครับ เห็นแว๊บๆว่าเขียน the avenger ส่วนเรื่อง คนโลกจิตนี่-ถ้าถามว่าควรเสี่ยงมั้ย ก็ขอตอบว่ามันก็เสี่ยงอันตรายพอสมควร 555
      พูดถึงหนังไทยตอนนี้ ผมรอดูเรื่อง i miss u ท่าทางจะน่ากลัวดี
      อ้อ แล้วก็เรื่อง blow up นี่น่าสนใจมาก บางที อาจจะเขียนเล่มหน้าเลย กำลังมองหาหนังเขียนอยู่พอดี ขอบคุณที่แนะนำครับ :)

  136. พฤษภาคม 29, 2012 ที่ 2:32 pm

    ครับ จารย์รออ่านครับนะครับ โรงแถวบ้านออกไปแล้วครับ เซ็งชีวิตมาก(รอแผ่นก็ได้ฟ่ะ) อย่างก็ดูเอ็ทไอบีภาคสามไป ก็โอเคไม่สนุกมากเท่าอเวนเจอร์ แต่ก็ดีกว่าภาคสองครับในความเห็นผมนะ ส่วน Cabin ผมคงมาถกกับจารย์ที่หลังครับ คนโรคจิต คุณเอกภพ ไป๋อารีย์ เพื่อนผมได้ไปลองเสี่ยงดูแล้วครับ จารย์

    ตอนนี้รอไปดู Prometheus กับอันธพาลครับ แล้วก็ลุ้นว่า Amour ของป๋าฮานาเก้จะเข้าไทยไหม อาจารย์เคนเขียนถึงหนังของฮานาเก้บ้างไหมครับ อยากอ่าน

    รออ่าน Blow Up นะครับ

    • มิถุนายน 1, 2012 ที่ 1:39 pm

      ผมชอบ mib 3 พอประมาณ เห็นด้วยว่าดีกว่าภาคสองซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าเกี่ยวข้องกับอะไร ตอนนี้ก็กำลังรอดูหนังเรื่อง prometheus เหมือนกัน (เพิ่งเขียนถึง alien ภาคแรกสุดไป)
      ส่วนโอกาสเข้าฉายของหนังเรื่อง amour น่าจะไม่ง่าย ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครซื้อเข้ามา และหนังของฮาเนเก้-ก็แทบไม่ค่อยได้ฉากในเมืองไทย ยกเว้น cache
      ผมเคยเขียนเรื่อง piano teacher cache กับ white ribbon อะครับ ไว้จะ upload นะครับ แต่ก็ดูเหมือนจะเขียนสั้นๆ

  137. มุก
    พฤษภาคม 31, 2012 ที่ 6:42 pm

    อาจารย์เขียนถึง the flowers of war หน่อยสิคะ

    • มิถุนายน 1, 2012 ที่ 1:49 pm

      เพิ่งจะเขียนถึงอย่างสั้นๆไป เอาไว้หนังสือออกเมื่อไหร่จะเอามา post ครับ

  138. surat
    มิถุนายน 8, 2012 ที่ 4:47 pm

    ผมเห็นอาจารย์เขียนถึงเรื่อง lawrence of arabia เกี่ยวกับงานภาพ

    ผมก็เลยไปหาเรื่องนี้มาดู ผมอึ้ง กับงานด้านภาพ มากๆครับ
    มันเป็นภาพทะเลทรายที่ สวยงามดูสะอาดไม่มีพิษภัย แต่ น่าหดหู่ สลดความอ้างว้าง
    คนเป็นแค่จุดดำเล็กๆเท่านั้นบนพื้นทะเลทรายฉากที่พระอาทิตย์ส่องแสงมันเหมือนพลังของพระเจ้าเลยครับ ชอบงานด้านภาพและการเล่าเรื่อง
    ตอนสุดท้ายของหนังนี่ ใครได้ปกครอง ดามัสกัสอะครับ อาจารย์

    • มิถุนายน 9, 2012 ที่ 10:46 pm

      ผมยังเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง lawrence of arabia ในโรงหนัง แต่เท่าที่ได้ดูในฟอร์แม็ททั้งวิดีโอ และดีวีดี. มันก็เป็นอย่างที่บอก มันน่าทึ่งจริงๆ
      โดยเฉพาะฉากที่เปิดตัวโอมาร์ ชารีฟที่เราได้เห็นในลักษณะที่เป็นเหมือน มิราจกลางทะเลทราย
      วันก่อนที่หนังมาฉายทาง tpbs ผมก็ยังอุตส่าห์นั่งดูเป็นวรรคเป็นเวร เหมือนโดนมนต์สะกดอ่ะครับ
      เท่าที่จำได้ ในที่สุด ดามัสกัสก็ตกอยู่ในอาณานิคมของอังกฤษนะครับ เพราะดูเหมือนพวกอาหรับก็อ่อนแอ และไม่สามัคคีกัน

  139. pongsakorn26
    มิถุนายน 10, 2012 ที่ 2:34 am

    lawrence of arabia รอแผ่นบลูเรย์ออกครับเรื่องนี้

  140. อิด
    มิถุนายน 11, 2012 ที่ 6:33 pm

    สวัสดีครับอาจารย์ ไม่ได้เข้ามาทักทายอาจารย์นานเลย ช่วงนี้ผมทำงานจบอยู่น่ะครับ เลยวุ่นๆนิดหน่อย
    เมื่อกี้อ่านบทความเรื่อง Ran อ่านเพลินสนุกมากเลยครับ คืนนี้ต้องหยิบแผ่นมาดูอีกซักรอบ
    ปล. รักษาสุขภาพนะครับอาจารย์ ฝนตกบ่อยเลยช่วงนี้

    • มิถุนายน 15, 2012 ที่ 8:57 pm

      ขอบคุณครับอิด รักษาสุขภาพเช่นเดียวกันนะครับ และขอให้ ‘งานจบ’ สำเร็จลุล่วงนะครับ :)

  141. อิสริยะ
    มิถุนายน 12, 2012 ที่ 3:32 pm

    สวัสคีครับอาจารย์ประวิทย์ เนื่องในฤกษ์อันดีแด่การสังสรรค์บรรยากาศหนังไซ-ไฟ (จากการเข้าฉายของ Prometheus) อยากขอรีเควสต์บทความวิจารณ์หนังแนวไซ-ไฟมาให้พวกเราอ่านเพิ่มจังครับ หากจะกรุณา ขอบคุณครับ

  142. อิสริยะ
    มิถุนายน 12, 2012 ที่ 3:35 pm

    สวัสดีครับอาจารย์ เนื่องในโอกาสสังสรรค์บรรยากาศหนังไซ-ไฟ (จากการเข้าฉายของ Prometheus) ขอรีเควสต์บทวิจารณ์เก่าเกี่ยวกับหนังแนวไซ-ไฟให้พวกเราอ่านกันเยอะๆ ได้หรือไม่ครับ

    ขอบคุณครับ

    • มิถุนายน 15, 2012 ที่ 8:49 pm

      ขออภัยที่ตอบช้า จริงๆแล้ว ผมไม่ค่อยได้เขียนถึงหนังไซไฟเท่าไหร่ครับ เหมือนกับไม่ค่อยถนัด แต่ล่าสุดก็เพิ่งจะเขียน alien ลงใน starpics ฉลองการมาถึงของ prometheus แต่ประเดี๋ยวจะลองค้นๆดูว่ามีหนังเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่องไหนที่เคยเขียนถึงไปแล้วบ้างนะครับ

      • อิสริยะ
        มิถุนายน 17, 2012 ที่ 10:03 pm

        ขอบคุณครับ และขออภัยในการโพสต์ซ้ำซ้อน (เป็นเพียงความผิดพลาด มิได้หมายจะเร่งรัดแต่ประการใด)

  143. NWP
    มิถุนายน 14, 2012 ที่ 12:40 pm

    Coriolanus
    ความสัมพันธ์ ทั้งรักทั้งเกลียดของ Coriolanus ที่มีต่อ Aufidius เฉกเช่น
    ทรราชที่ต้องตายเพื่อประเทศ และชายรักชายที่ต้องสบดเพื่อปกปิด
    มีดในมือของทั้งสองอาจหมายถึง อาวุธที่ใช้เปิดศึกกันแบบตัวต่อตัว และคอยบ่งชี้สถานะเพศชาย
    ได้ข่าวว่าอาจารย์ไปสเปนมา และกลับไปสอนที่คณะ เป็นข่าวดีสำหรับนวพรทั้งคู่ ที่อาจารย์ยังหมั่นเที่ยวอยู่และยังขยันสอนหนังสือ ด้วยความเคารพผสมกับความคิดถึง

    • มิถุนายน 15, 2012 ที่ 8:55 pm

      coriolanus เป็นหนังที่ผมชอบมากนะครับ แอ้คติ้งของหนังแสดงทุกคนอยู่ในขั้นเทพ โดยเฉพาะวาเนสส้า เรดเกรฟ กับเรล์ฟ ไฟนน์ ที่ไม่น่าเชื่อก็คือขนาดเจอราร์ด บัทเลอร์ที่ดูโง่ๆ แอ็คติ้งยังน่าเกรงขาม 555 แต่ที่น่าทึ่งก็คือความเป็นสากลของตัวบทละครของเช็คสเปียร์อ่ะครับ นักการเมืองในหนังเรื่องนี้เหมือนกับนักการเมืองประเทศไหนก็ไม่รู้ 555
      ก็ยินดีเช่นกันครับที่นวพรได้ไปท่องเที่ยว และคงจะต้องไปอีกนะครับ

  144. น็อต
    กรกฎาคม 2, 2012 ที่ 7:15 am

    สวัสดีครับอาจารย์ ผมเคยเป็นลูกศิษย์อาจารย์เรียนที่ราชมมงคลคลอง6ประมาณปี 47 หรือ 48 เนี้ยละครับ ผมจำหนังที่อาจารย์ให้ดูได้แต่อาจจะสะกดไม่ถูกนะครับเรื่อง อินเทอราเรน หรือชื่อไทยสุดจะทนทาน หรือทัดทาน เนี้ยละครับ ผมอยากจะทราบว่ายังจะหาดูได้จากไหนมั่งอะครับ

    • กรกฎาคม 4, 2012 ที่ 12:53 pm

      หวัดดีครับ เรื่อง intolerance ครับ หนังปี 1916 ของกริฟฟิธ ตอนมาฉายเมืองไทยรอบพิเศษเมื่อซัก 25-26 ปีก่อน ใช้ชื่อไทยว่า ‘อขันติ’ หาดูได้ไม่ยากครับ
      หรือถ้าสามารถทนดูหนังจากคอมพิวเตอร์ได้ ที่หนึ่งแน่ๆก็คือใน youtube ลองพิมพ์ชื่อหนัง และปีที่ฉายดูนะครับ แต่หนังยาวมาก ราวๆสามชั่วโมงครึ่ง

  145. น็อต
    กรกฎาคม 7, 2012 ที่ 2:45 pm

    ขอบคุณที่แนะนำครับ ตอนถามข้อสงสัยลืมทักทายไปเลย ^^ อาจารย์สบายดีมั้ยครับ แล้วยังได้ไปสอนที่ ราชมงคลอยู่มั้ยครับ อาจารย์ดู The Dictator รึยังครับ ถ้าดูแล้วมีความเห็นยังไงมั่งครับ

    • กรกฎาคม 9, 2012 ที่ 10:23 pm

      สบายดีครับ ขอบคุณครับ ก็ยังไปสอนอยู่นะครับ แต่เฉพาะเทอมสอง
      ส่วนเรื่อง the dictator ก็ดูแล้วครับและผิดหวังเล็กน้อย คือโดยรวมๆแล้ว ความที่มันเป็นหนังผูกเรื่อง ทำให้ความสด ความกระฉับกระเฉง ความมีชีวิตชีวา และการเป็นหนังที่อยู่เหนือความคาดหมาย-มันลดลงไป
      ซึ่งแตกต่างกับสองเรื่องก่อนหน้าที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบพวกนี้
      แต่เสน่ห์อยางหนึ่งของหนังของซาช่า โคเอน (โดยเฉพาะกับคนที่ชอบ) ก็คือการนำเสนอมุมมองประมาณว่า โลกนี้ไม่หลงเหลือคุณค่าอะไรให้ยึดเหนี่ยวได้อีกแล้ว (นั่นรวมถึงเชื้อชาติ ศาสนา) และทุกอย่างสามารถนำล้อเลียน เยาะเย้ย ถากถางได้หมด และหมอนี่ก็บ้าได้สุดขั้วจริงๆ

  146. spice
    กรกฎาคม 9, 2012 ที่ 12:51 pm

    ว้าว สอนที่ราชมงคลหรอนี่ อยากเรียนซักคลาสจัง
    อาจารย์เคยไปสอนที่ธรรมศาสตรืมั้ยครับ ผมเคยเรียนก็มีแต่อาจารย์กิตติศักดิ์ไปสอน

    จะถามเรื่องคุณปู่คาร์ล มัลเดน ว่าอาจารย์ชื่นชอบเป็นพิเศษหรือเปล่าถึงเขียนถึงหนังแกบ่อย
    หรือว่าบังเอิญแกเล่นแต่หนังที่มีคุณสมบัติหลากหลายและน่าหยิบยกมาเขียนถึง

    สำหรับผม คุณปู่แกเป็นนักแสดงที่สุดยอดมาก

    • กรกฎาคม 9, 2012 ที่ 10:33 pm

      ยังไม่เคยไปสอนที่ธรรมศาสตร์เลยครับ (ถ้าไม่นับเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว)
      ส่วนเรื่องคาร์ล มัลเดนนี่ก็ชอบฝีมือการแสดงมากๆนะครับ ฝีไม้ลายมือจัดจ้าน และความที่เป็นนักแสดงประเภท character actor ทำให้อายุการใช้งานยืนยาวกว่านักแสดงจำพวกพระเอกที่พอแก่หน่อยก็โรยรา และจริงๆก็เป็นนักแสดงประเภท multi-use ด้วยหรือ อเนกประสงค์ คือเล่นบทสมทบได้หลายบท ทั้งตัวดี ตัวร้าย
      จริงๆ ผมก็เขียนถึงหนังที่คาร์ล มัลเดนเล่นซัก 4-5 เรื่องจากหนังจำนวนมาก แต่เรื่องที่ชอบที่สุดคือ baby doll และเห็นด้วยสองร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคุณปู่แกเป็นนักแสดงที่สุดยอดจริงๆ

  147. กรกฎาคม 15, 2012 ที่ 6:57 am

    สวัสดีครับ อาจารย์ สบายดีไหมครับ

    ตอนนี้ผมกำลังศึกษาปริญญาโทที่ม.เกษตรอยู่ครับ ตอนนี้อยู่ในช่วงปรับตัวบวกกับทำงานเขียนของตัวเองไปเรื่อยๆครับ ก็สนุกดี ได้หาความรู้ใหม่ๆมาใส่สมองบ้าง แต่ก็ยังบ้าคลั่งการนั่งดูหนังเกรดบีเหมือนเดิมครับ

    ยังไม่ได้ดู สไปดี้ภาคใหม่เพราะ เวลาแทบจะไม่มีออกไปดูเลยครับ อาจารย์ดูแล้วเป็นยังไงบ้างครับ สู้ภาคไรมี่ได้ไหม(แต่ได้ยินข่าวว่าผู้กำกับจะไม่รอดเอาเหมือนกัน)

    อยากให้อาจารย์ลงบทความเรื่อง เอเลี่ยนมาลงในนี้จังครับ (รออ่าน Blow Up อยู่)

    จารย์ดูไม่ได้ขอให้มารักยังครับ ผมดูไปแล้วค่อนข้างชอบหนังกับประเด็นในเรื่องมากทีเดียวครับ หนังทำให้เพศที่สามมีชีวิตขึ้นมาเลย(เหมือนผมดู All About my mother ยังไงยังงั้น) เลยเอาเรื่องนี้ไปเขียนในบล็อคกาซีนครับ วันนี้กะจะเขียนท้าชนต่อ

    ตอนนี้รอดู Project Evil dead รีเมคอยู่ ผมไม่ได้หวังอะไรหรอกครับ เพราะยังไงรีเมคมันก็สู้ออริจินอลไม่ได้อยู่ดี ดูเอาสนุกดีกว่าครับ

    ระหว่างนี้ผมนั่งรอ อัศวินรัตติกาลผงาด ภาคสุดท้ายอยู่ อยากรู้บทสรุปของหนังจะเป็นยังไงครับ

    • กรกฎาคม 16, 2012 ที่ 9:47 pm

      ยินดีด้วยครับที่เรียนต่อ อย่างที่ใครเขาว่านั่นแหละ การเรียนรู้มันไม่สิ้นสุด และการขีดๆเขียนๆมันก็ต้องหา input ตลอดเวลา
      ดูสไปดี้แล้วครับ และไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ จริงๆเพิ่งจะเขียนลงสีสัน เอาไว้หนังสือออกแล้วเดี๋ยวเอาโพสต์
      ส่วนเรื่อง blow up ไม่ต้องรออ่านแล้ว เพราะหนังสือออกแล้ว อยากจะเอามาโพสต์ที่นี้เหมือนกัน แต่เกรงใจเจ้าของหนังสือ เดี๋ยวรอซักพักก่อนดีกว่า
      ส่วนเรื่อง alien ไม่มีปัญหา แต่ขอผัดไปปลายๆอาทิตย์นี้

      ผมดูหนังเรื่อง ไม่ได้ขอให้มารัก แล้วครับ และก็ไม่ประทับใจหมือนกัน คือโดยวิธีการเล่าเรือง-ก็น่าสนใจ และฉลาด แต่ประเด็นมันออกจะไม่แปลกใหม่ เหมือนฉีกไม่ออก
      จริงๆก็เคยบอกกอล์ฟไปแล้วด้วย แต่มันก็เป็นหนังที่เข้าอกเข้าใจเพศที่สาม และถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวาอย่างที่บอกน่ะแหละ

      นี่ก็รอดูอัศวินรัตติกาลเหมือนกัน ไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ แต่ภาคที่แล้ว มันสุดยอดมากกกกก

  148. pongsakorn26
    กรกฎาคม 19, 2012 ที่ 1:33 am

    Seven Year Itch เป็นยังไงบ้างครับอาจารย์ เห็นแผ่นกำลังจะออกใหม่ว่าจะหามาดูครับ

    • กรกฎาคม 21, 2012 ที่ 4:44 pm

      ก็เป็นหนังดีที่สุดเรื่องหนึ่งของมาริลิน มอนโร และของบิลลี่ ไวลเดอร์อ่ะครับ ในฐานะแฟนพันธุ์แท้มาริลิน มอนโร และบิลลี่ ไวลเดอร์ ผมก็ว่าสมควรหามาดูด้วยประการทั้งปวง

  149. pongsakorn26
    กรกฎาคม 21, 2012 ที่ 11:24 pm

    ขอบคุณมากครับอาจารย์

  150. อิด
    กรกฎาคม 26, 2012 ที่ 2:47 am

    สวัสดีครับอาจารย์ วันนี้กำลังจะทักอาจารย์ พอดีมีรุ่นพี่เดินเข้ามาชวนคุยพอหันกลับไปอีกทีอาจารย์ขับรถออกไปแล้ว เลยสวัสดีครับไม่ทัน – -” วันนี้ผมไปมหาลัยมาครับคุยเรื่องทีสิส สำหรับผมการทำหนังนี่ช่างยากเย็นเหลือเกินครับ อาจารย์ที่ปรึกษาแนะให้ผมลองทำเรื่องอื่นดูไหม แต่ผมไม่อยากสอบหัวข้อใหม่แล้ว ถ่ายมาจะสองเดือนแล้ว ท้อแท้สุดๆ (ผมทำหนังสารคดีเกี่ยวกับชาวนาครับ)

    • สิงหาคม 6, 2012 ที่ 8:59 pm

      หวัดดีครับอิด ขอโทษที กว่าจะได้ตอบกลับ อะไรๆมันพัลวันไปหมด จนป่านนี้คงจะหายท้อแท้แล้วนะครับ จำคำพูดของนางเอกในหนังเรื่อง วิมานลอย เอาไว้ครับ
      “afterall, tomorrow is another day!” 5555

  151. กรกฎาคม 26, 2012 ที่ 3:12 am

    ดูแบ๊ทแมนภาคล่าสุดแล้ว เป็นไงบ้างครับ จารย์ ของผมเขียนถึงไปแล้ว

    • สิงหาคม 6, 2012 ที่ 9:02 pm

      ดูแล้วครับ ก็สนุกมากครับ โดยเฉพาะช่วงสี่สิบนาทีสุดท้ายที่เข้มข้นสุดๆ เขียนไว้ที่ไหนอ่ะครับ เดี๋ยวจะเข้าไปอ่าน

  152. Sarote
    สิงหาคม 6, 2012 ที่ 3:04 pm

    สวัสดีครับอาจารย์ vertigo ของ อัลเฟรด ฮิทช์ค้อค เบียด CITIZEN KANE ของ เวลส์ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในการจัดอันดับล่าสุด อยากให้อาจารย์ช่วยวิจารณ์ เรื่อง vertigoให้ทีครับว่าดียังไง

    • สิงหาคม 6, 2012 ที่ 9:11 pm

      ผมคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่ citizen kane จะต้องลงจากตำแหน่ง อยู่มานานเกินไปหน่อยแล้ว นี่พูดในฐานะแฟนของฮิทช์ค็อคนะครับ พอดีกำลังเขียนถึงหนังเรื่อง vertigo อยู่อ่ะครับ แต่ความเห็นสั้นๆก็คือ มันเป็นหนังที่มีความซับซ้อนมากๆ และการดูรอบเดียวก็อาจจะไม่พอ ล่าสุดเพิ่งกลับมาดูอีกรอบ ก็ยิ่งเห็นว่า มันพิเศษกว่าหนังฮิทช์ค็อคเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะในความที่มันเป็นหนังsuspense ที่ผสมองค์ประกอบของความเป็นดราม่าอยู่เยอะ มานึกย้อนดู เราแทบจะไม่ค่อยได้ดูหนังของฮิทช์ค็อคที่มันบีบคั้นอารมณ์แบบนี้

  153. สิงหาคม 7, 2012 ที่ 5:18 pm

    บล๊อกนี้เยี่ยมมากเลยครับ

  154. สิงหาคม 9, 2012 ที่ 10:36 am

    รออ่าน Vertigo อย่างแรง ^ ^

    • สิงหาคม 9, 2012 ที่ 4:23 pm

      บิ๊กครับ ตอนนี้รู้สึกเหมือน ด.ช.ธำรงกุลในหนังสั้นของย้งเรื่อง ด.เด็ก ช.ช้างที่ถูกครูและเพื่อนๆบังคับให้ต้องวาดรูปช้างอีกครั้ง 5555

  155. สิงหาคม 9, 2012 ที่ 11:12 pm

    ทองแท้ไม่กลัวไฟครับ :) อยากถามพี่ในฐานะแฟนหนังฮิทช์ค็อค พี่จะเลือก Vertigo เหมือนกันไหมครับ เพราะหลังจากการจัดอันดับล่าสุด Vertigo คงตกเป็นเป้าอย่างหนักเช่นเดียวกับ Citizen Kane ล่าสุด หลายคนก็เริ่มบ่นกันแล้วว่าติดอันดับหนึ่งได้ไงในเมื่อมันไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของฮิทช์ค็อคด้วยซ้ำ 555 ผมสังเกตเห็นว่า มิเชล ฮาซานาวิเชียส ผู้กำกับออสการ์คนล่าสุดก็เลือก North By Northwest ไม่ใช่ Vertigo ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ คิม โนแว็ค โมโหเรื่องเขาเอาดนตรีจาก Vertigo มาใช้ใน The Artist หรือเปล่าก็ไม่รู้ 5555

    • สิงหาคม 10, 2012 ที่ 11:58 am

      เราจงรักภักดีกับหนังเรื่อง psycho อ่ะครับ ยังไงก็คิดว่า psycho เป็นหนังที่ดีที่สุด หรือ ‘ชั่วร้าย’ ที่สุดของฮิทช์ค็อค 555
      แล้วไอเดียที่หนังจบลงด้วยการที่จิตแพทย์บอกว่านอร์แมนไม่ได้เป็นคนฆ่า แต่แม่เป็นคนฆ่า แล้วแม่ก็แก้ตัวว่าตัวเองไม่ได้ฆ่า แต่นอร์แมนนั่นแหละที่ฆ่า-นี่มันโคตรเสียสติเลยอ่ะครับ ><
      แต่น่าเสียดายที่ฉากที่เคยเป็นจุดแข็งและจุดขาย ซึ่งก็คือฉากฆาตกรรมในห้องนั้ำ มันดูไม่ 'สะใจ' สำหรับคนดูหนังรุ่นหลังอีกแล้ว
      เคยเอาไปฉายให้นักศึกษาดู ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ดูแล้วก็เฉยๆ ไม่รู้สึกว่ามันตื่นเต้น ซึ่งก็คงจะจริง เพราะหนังสมัยนี้มันโหดกว่าร้อยเท่า
      ส่วน vertigo นี่เป็นหนังที่ต้องใช้คำว่า น่าพิศวง มันก็เป็นหนังของฮิทช์ค็อคที่ชอบนะ แต่ไม่เท่า psycho
      แต่คิม โนแว็คในเรื่องนี้ก็สวยมาก เซ็กซี่มาก ดูเป็น 'สัตว์สาว' มากกว่าเป็นคน
      สรุปแล้ว สงสัยหนังที่ถูกเลือกให้เป็นอันดับหนึ่งนี่ไม่ได้มีเอาไว้ให้ยกย่อง แต่เป็นเป้าล่อ เหมือนสาวน้อยตกน้ำ
      ใครๆก็อยากจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่สอยให้ 'เธอ' ร่วงลงมา 5555
      ปล.อ่าน cosmopolis แล้วครับบิ๊ก OMG มันสุดยอดมาก ช่วยให้ความกระจ่างอย่างมหันต์ เหมาะสำหรับการใช้เป็นคู่มือการดูหนังของโครเนนเบิร์กอย่างยิ่ง
      อ้อ นึกขึ้นมาได้ว่ากำลังคุยอยู่กับแฟนพันธุ์แท้โครเนนเบิร์กนี่นา

  156. สิงหาคม 10, 2012 ที่ 2:29 pm

    ทักทาย อ.ครับ ผมเอ ที่เรียน ป.โท ม.เกษมบัณฑิตครับ เรียนกับ อ.ช่วยเติมความรู้ให้แน่นขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย ขอบคุณครับ ผมชอบงานเขียนของ อ.ตรงที่ มันอ่านง่ายแล้วเรื่อยไหลเหมือนสายน้ำจริงๆ

    • สิงหาคม 16, 2012 ที่ 8:53 pm

      อ้าว เพิ่งเจอกันเมื่อวานนี้เอง
      ขอบคุณครับ

  157. สิงหาคม 10, 2012 ที่ 5:55 pm

    กราบขอบพระคุณครับ ต้องเรียนรู้จากพี่อีกเยอะ ^ ^ พูดถึงฮิทช์ค็อค เป็นผมคงเลือกไม่ถูก อีกเหตุผล คือ ผมยังดูหนังฮิทช์ค็อคไม่ครบ หลายเรื่องดูสมัยเด็กๆ และเลือนๆ ไปเยอะแล้ว แต่สุดท้ายถ้าต้องเลือกผมคิดว่าคงจะเลือก Vertigo เพราะหนังเรื่องนี้สร้างความพิศวงให้ผมอย่างที่พี่บอกจริงๆ ดูครั้งแรกผมรู้สึกว่ามันไม่สนุกเท่าไหร่ ไม่เหมือน Psycho หรือ The Birds แต่พอมาดูตอนโต กลับรู้สึกว่ามันมีอะไรน่าสนใจเยอะดี รวมถึงบรรยากาศลึกลับ หลอนๆ (ติดตากับช็อตโคลสอัพมวยผม คิม โนแว็ค มาก) และฉากจบที่ทำให้ผมรู้สึก “ใจหาย” ได้ยิ่งกว่าหนังผีเรื่องใดทั้งหมด ส่วนที่โดนใจเป็นการส่วนตัวอีกอย่าง คือ พฤติกรรมหมกมุ่นของพระเอก แต่ผมคงไม่ถึงขั้นไปจับใครมาแต่งตัวให้เหมือนคนรักเก่าหรอกนะครับ แค่อาจจะหาคนที่หน้าเหมือน แล้วจับฉีดน้ำหอมแบบเดียวกันก็พอ :-P ว่าจะหยิบมันมาดูอีกสักหลายๆ รอบก็ยังไม่มีโอกาสได้ทำเลย (ปล. นางเอกที่สวยสุดของฮิทช์ค็อคสำหรับผมยังคงเป็น เกรซ เคลลี่ เพราะฉากเปิดตัวเธอใน Rear Window ทำเอาผมตะลึงจริงๆ คนบ้าอะไรสวยยังกับนางฟ้า)

  158. antcorleone
    สิงหาคม 11, 2012 ที่ 1:15 am

    ขอบคุณสำหรับบทวิจารณ์หนังดีๆ ครับ ติดตามผลงานของ อ. มาพอสมควร
    ไม่ทราบว่าจะมีโครงการรวมบทวิจารณ์ออกมาเป็นหนังสือบ้างหรือเปล่าครับ
    ขอบคุณครับ ^^

    • สิงหาคม 16, 2012 ที่ 8:55 pm

      ขอบคุณที่ตามอ่านครับ ก็อยากจะรวมอยู่เหมือนกัน แต่ในทางการตลาด ดูเหมือนหนังสือทำนองนี้มันขายไม่ค่อยออกอ่ะครับ

  159. spice
    สิงหาคม 16, 2012 ที่ 5:42 pm

    ขอพูดถึง Psycho ด้วยคนนะครับ ฉากในห้องน้ำผมไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ ด้วยความที่เคยเห็นคลิปนั้นมานักต่อนักก่อนที่จะได้มาดูหนังเต็มๆ เรื่อง แต่ฉากฆาตกรรมหน้าบันไดนี่สิ ทำผมผวาตกอกตกใจ ด้วยจังหวะของภาพ movement ของตัวละครและดนตรีประกอบ บวกกับมันเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยังไม่เคยพบเจอฉากดังกล่าวจากสื่อใดๆ มาก่อน ทำผมช็อคกับฉากนี้อย่างรุนแรง

    ส่วนตัวผมยกให้ Psycho เป็นอันดับหนึ่ง เพราะความทรงพลังของมันแบบฉากต่อฉากเลย

    และมาว่ากันด้วยนักแสดงที่งามที่สุด (เมื่ออยู่ในหนังฮิตช์ค็อค) ผมยกให้ ทิปปี เฮเดรนจาก The Birds

    • สิงหาคม 16, 2012 ที่ 9:13 pm

      ฉากห้องน้ำพอดูแยกส่วน มันก็เป็นอย่างที่บอกอ่ะครับ ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ ทั้งๆที่ถ้าหากได้ดูตั้งแต่ต้นโดยไม่ระแคะระคายมาก่อน ผมว่ามันช็อคมากเลย คือมันไม่มีวี่แววหรือลางบอกเหตุอะไรมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ต้องชมฮิทช์ค็อคที่ทำให้การฆ่าทั้งสองครั้งดูไม่ซ้ำซากจำเจ คือในขณะที่ครั้งแรกให้ความรู้สึกโหดเหี้ยม (สำหรับผู้ชมตอนนั้น) ผมชอบที่ครั้งหลังที่เขาไปเน้นช่วงเวลาที่ตัวนักสืบค่อยๆร่วงหล่นจากชั้นบนลงไปข้างหน้า มันเป็นภาพที่ประหลาด แล้วมุมกล้องที่เป็น bird eye’s view ก็ใช้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม คือมันเกิดขึ้นพร้อมๆกับการจู่โจมเข้ามาของฆาตกร มันแปลกทั้งมุมกล้อง และช่วยปิดบังใบหน้าของตัวฆาตกรด้วย ฉลาดมากๆๆๆ
      พูดถึงนางเอกของฮิทช์ค็อค ผมว่าเขาโชคดีที่ได้นักแสดงแต่ละคนมาเล่นในช่วงเวลาที่แต่ละคนกำลังเปล่งปลั่งผุดผาด ลองดูเกรซ เคลลี่ใน high noon กับเกรซ เคลลี่ใน rear window นี่คนละเรื่องเลยนะครับ หรือเจเน็ต ลีห์ก็สวยที่สุดตอนเล่น psycho ตอนที่เล่น touch of evil ของออร์สัน เวลส์ก็ยังดูงั้นๆ
      แม้แต่ดอริส เดย์ซึ่งผมไม่เคยเห็นว่าสวยหรือมีเสน่ห์ดึงดูดทางเพศ ก็ยังดูดีใน the man who knew too much

      • pongsakorn26
        สิงหาคม 16, 2012 ที่ 10:33 pm

        จำได้ว่าตอนดูpsycho ครั้งแรก ทั้งที่รู้ว่าใครเป็นฆาตกร (จากการอ่านสารพัดบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ). แต่ตอนดูนี่คิดแต่ว่านักวิจารณ์ต้องหลอกเราแน่ เนี่ยแม่มันเป็นคนฆ่าชัดๆ!!! เขวไปเลยครับไม่คิดว่านอแมนเป็นฆาตกร จนกระทั่งเฉลยนั่นแหละ

        สรุปคือเป็นหนังที่หลอกผมได้ แม้จะรู้ตอนจบแล้ว

        คารวะฮิตช์ค็อกหลายจอกเลยครับ

      • สิงหาคม 16, 2012 ที่ 10:49 pm

        ><

  160. pongsakorn26
    สิงหาคม 16, 2012 ที่ 11:13 pm

    เกรซ เคลลี่ ใน To Catch A Thief ก็สวยหยาดฟ้าเลยนะครับ (ส่วนตัวว่าสวยกว่าใน Rear Window อีก)
    แต่ผมเฉยๆ นะครับเรื่องนี้ ดูไปทางโรแมนติกคอมิดี็มากกว่า

  161. สิงหาคม 23, 2012 ที่ 2:16 am

    ผมเขียนบทความแบ๊ทแมนไว้ที่ Blogazine ของ ประชาไทครับ จารย์ เดี๋ยวส่งลิงค์ให้ครับ

    http://blogazine.in.th/blogs/misteramerican/post/3525
    http://blogazine.in.th/blogs/misteramerican/post/3531

    พูดถึง Psycho ยังไม่ได้เขียนถึง ภาครีเมคเลยนะครับ จารย์ 55555

    แต่หนังฮิคค๊อก ผมพึ่งได้ Stranger of train มาเองครับ ยังไม่ชมซะที ฮ่าโอกาสดูไม่ได้

    พูดถึงฮิตค๊อกแล้วผมนึกถึงเทคนิคการฆ่าแบบไม่เห็นจะจะมากกว่าครับ จะเพราะผมเป็นแฟนหนังประเภทเลยดูชินชากับการฆ่าแบบโหดไปแล้วไหม พอไปดูหนังที่ฆ่าแบบไม่เห็นจะอย่าง สิงหาสับ หรือ ไซโค หรือ จอว์ กับ เอเลี่ยนภาคแรก แล้วหลอนอย่างบอกไม่ถูกครับ

    ตอนนี้ผมนั่งรอ Evil dead ภาครีเมคอยู่เหมือนเดิมครับ จารย์

    ตอนนี้รอไปดู The Raid : Redemption ครับ ได้ข่าวว่ามันสะใจกว่าองค์บากซะอีก พูดถึงหนังบู้แบบเมอร์เชียลอาร์ตแบบนี้ อาจารย์มีหนังบู้ที่ชอบที่สุดไหมครับ ไม่เคยถามจารย์ซะที

    • สิงหาคม 23, 2012 ที่ 11:38 pm

      ใช่ เคยบอกที่อยู่บล็อกทีนึงแล้ว ความจำตอนนี้ชักยังไงแล้วเรา
      psycho ของกัส แวน แซนต์นี่ไม่รู้ว่าจะเขียนถึงยังไง คงต้องพูดถึงในเชิงโพสต์โมเดิร์นอะไรเทือกนั้น ซึ่งไม่ค่อยสันทัดอ่ะครับ
      stranger on a train เป็นหนังที่น่าดูนะครับ แฟนตัวจริงต้องไม่พลาด
      เรื่องของความโหดนี่มันคงเป็นเรื่องของยุคสมัยมั้งครับ
      ระบบการเซ็นเซ่อร์เมื่อก่อนไม่อนุญาตให้เห็นภาพคอขาดบาดตาย ซึ่งคนทำหนังยุคนั้นก็ต้องเลี่ยงไปทำอะไรที่มันอ้อมๆค้อมๆ ไม่เสนอตรงๆ
      แล้วพอมาถึงฉากฆาตกรรมในหนัง psycho สภาพมันเหมือนกับกรุพระเครื่องแตก หรือที่ฝรั่งเรียก all hell breaks loose
      คือความเถรตรงมันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเดี๋ยวนี้มันดูเหมือนกับจะไม่เหลือความอุจาดแบบไหนที่คนดูไม่เคยเห็น
      รีเมคอีกแล้วเหรอครับ evil dead เอ๊ะ หรือว่าไม่เคยรีเมค
      ผมไม่ค่อยชอบหนังบู๊ คือมันซ้ำๆไปหมด ทั้งพล็อตเรื่อง บุคลิกตัวละคร แต่ก็อาจจะยกเว้นหนังไตรภาคเจสัน บอร์น ไม่รู้ว่าเรียกหนังบู๊หรือเปล่า
      อ้อ ไม่นับ legacy นะครับ ผิดหวังทีเดียว

  162. สิงหาคม 24, 2012 ที่ 5:29 am

    Evil Dead รีเมคไปรอบหนึ่งก็ภาคสองอ่ะครับ ตามที่หลายคนเข้าใจ แต่ถ้าเป็นพวกมาเนีย(พวกแฟนพันธุ์แท้) ภาคสองมันมีเนื้อหาต่อจากภาคแรกที่จุดเชื่อมตอนท้ายครับ

    ก็นับว่าบู้นะครับ จารย์สำหรับ บอร์นไตรภาค มันดี แต่ Legacy แย่มากเลยเหรอครับ อยากอ่านบทวิจารณ์มั่งเพราะ ผมก็ชอบไตรภาคบรอ์นเหมือนกัน

    ช่วงนี้หนังรีเมคหลุดกรุมาเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น Total Recall , Dredd , Evil Dead , Carrie , Robocop ,The Bird ,The Taxas ChainSaw อะไรพวกนี้ออกมาเต็มไปหมดเลยครับ แถมพึ่งเห็นการทำซ้ำของ Stranger on a train ในเรื่อง Horrible Bosses ไปอีก ผมว่า ฮอลลีวู้ดนี่ไอเดียสร้างสรรค์นับวันจะถอยหลังลงคลองทุกทีแล้วนะครับ มีแต่หนังน่าตาคุ้นๆ ทั้งนั้น

    ล่าสุดผมพึ่งดูหนังเรื่อง Thousand Word ของเอ็ดดี้ เมอร์ฟี่ไปครับ ตอนแรกอ่านพวกวิจารณ์ของฝรั่งแล้วเขาบอกว่า นี่คือ หนังที่แย่ที่สุดในชีวิตของเขา ผมลองเปิดดูเพราะอยากลองดีครับ ปรากฏว่า ผมอึ้งครับ หนังไม่ได้แย่เลย หนังค่อนดีด้วยซ้ำ แม้ว่าการแสดงของเมอร์ฟีย์จะล้นๆ เกินไปบ้าง แต่ทำให้ผมเกือบร้องไห้ออกมาเลย

    ทำให้ผมรู้ว่า บางทีฝรั่งก็ให้เกรดหนังสูงไป บางทีก็ต่ำเกินไปครับ แนะนำให้อาจารย์ลองมาดูครับ

    คล้ายกับตอน Law Abid Citizen อันนั้นก็สนุกดีนะครับ แต่ทำไมฝรั่งให้เกรดต่ำจังเลย

    พึ่งได้ North By Northwest มาดูครับ

  163. Sarote
    สิงหาคม 24, 2012 ที่ 2:20 pm

    Law Abid Citizen ผมว่าตอนจบมันอ่อนไปครับเลยฉุดหนังให้ได้เกรดต่ำ

    อาจารย์จะมีวิจารย์ TDKR หรือเปล่าครับ ผมรออ่านอยู่

    ผมชอบภาคนี้มากกว่า TDK ครับ ผมว่า TDK มันหนักเกินกว่าจะเป็นหนังฮีโร่

    • สิงหาคม 25, 2012 ที่ 3:50 pm

      สงสัยคงจะไม่ได้เขียนถึงแล้วล่ะครับ ยกเว้นคอมเมนต์สั้นใน filmmax เล่มล่าสุดอ่ะครับ

  164. NWP
    สิงหาคม 25, 2012 ที่ 12:13 am

    อยากอ่าน north sea texas

    • สิงหาคม 25, 2012 ที่ 3:47 pm

      นั่นนะสิ นวพร ผมก็อยากอ่าน north sea texas 555

  165. english_rabbit
    กันยายน 6, 2012 ที่ 12:28 am

    วันนี้ผมไปชมภาพยนตร์ “จัน ดารา ปฐมบท” มาครับ ขอยกนิ้วให้ความใจกล้าของ ตั๊ก บงกช จริงๆ ครับ ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เพื่อบทมากๆ แต่ขอคว่ำนิ้วให้กับโดยรวมของหนัง ที่ผมว่าหม่อมน้อยทำได้เลอะเทอะ เละเทะ และผิดเพี้ยนไปเสียหมด กลายเป็นงานละครจำอวด ที่ปราศจากความน่าเชื่อถือของตัวละคร เหตุการณ์ และที่สำคัญคือรสนิยมด้านความงามแย่มากจนน่าตกใจ -_-“

    • กันยายน 6, 2012 ที่ 11:38 am

      ผมก็ว่าตั๊ก บงกชนี่มีลูกบ้าในตัวเยอะ และก็ชื่นชมในความใจถึงของเธอ แต่ผมเสียดายที่แทนที่คนทำหนังจะไปเข้มข้นกับการแสดงของเธอ กลับไปใช้ประโยชน์หรือฉวยโอกาสจากความกล้าได้กล้าเสียของนักแสดง เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าหนังเลอะเทอะ เละเทะ หมกมุ่นอยู่กับเซ็กซ์จนโงหัวไม่ขึ้น ทำให้งานเขียนทรงคุณค่ากลายเป็นหนังเรทอาร์ราคาถูก ไหนจะการแสดงที่บางคนเล่นเว่อร์เหมือนอยู่บนเวทีละคร บางคนเล่นแข็งเป็นสากกระเบือ ขออภัยใช้คำไม่เหมาะสม 5555

      • english_rabbit
        กันยายน 6, 2012 ที่ 6:19 pm

        ที่ผิดหวังอย่างที่สุดคือความรสนิยมด้านความงามที่แย่มาก โดยเฉพาะงานออกแบบเครื่องแต่งกาย ที่ออกคล้ายงานมองไกล คือเน้นประโคมทุกสิ่งให้ดูเยอะ แต่ขาดความละเอียดปราณีต การวางสี และเลือกใช้วัสดุในการจัดสร้างก็ขาดความพิถีพิถัน รวมทั้งองค์ประกอบศิลป์ งานออกแบบงานสร้างที่ไม่สามารถทำให้เชื่อว่าย้อนยุคสมจริง จะว่าไปก็เหมือนดูละครโทรทัศน์ช่อง 7 และช่อง 3 ซึงผมตกใจมาก ไม่อยากเชื่อว่านี่จะเป็นผลงานของหม่อมน้อย ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสนิยมเป็นเลิศ และความละเอียดปราณีต ไม่น่าเชื่อว่าผกก.ท่านนี้จะเคยสร้างบรรยากาศย้อนยุคสมัย ร.5-ร.8 ได้อย่างสมจริง เปี่ยมชีวิตและวิญญาณในละคร สี่แผ่นดิน -_-“

      • กันยายน 6, 2012 ที่ 11:43 pm

        มุมมองน่าสนใจและช่างสังเกตดีครับ และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆด้วย คือ งานกำกับศิลป์มันเป็น ‘งานมองไกล’ แต่พินิจพิเคราะหฺ์ในรายละเอียดแล้ว ก็ไม่เข้ากัน หรือกระทั่งผิดยุคสมัย

  166. ไป๋อารีย์..4
    กันยายน 23, 2012 ที่ 1:44 am

    สวัสดีครับอาจารย์

    อาจารย์เคยดูเรื่อง A Woman Under the Influence หรือป่าวครับ พอดีพึงได้ดูแล้วมันยังติดตาติดใจอยู่ นักแสดงเล่นดีจริงๆ

    • กันยายน 23, 2012 ที่ 10:28 pm

      ยังไม่ได้ดูเลยครับ หนังของจอห์น แคสซาเวทท์ที่ได้ดูก็เพียงแค่ shadows กับ faces ซึ่งก็มีหนังที่ดีมากๆ แต่ก็พอได้ข่าวว่าจีน่า โรว์แลนด์ส ใน woman เล่นดีมาก เดี๋ยวจะไปลองหามาดูนะครับ :-)

  167. ไป๋อารีย์..4
    ตุลาคม 2, 2012 ที่ 12:21 am

    สวัสดีครับอาจารย์
    รบกวนถามชื่อหนังเรื่องหนึ่งครับ อาจารย์เคยเปิดตอนสอนรุ่นผม
    เป็นหนังขาวดำ นา่จะหนังเงียบ ที่มีผู้หญิงหลายๆคนมาเต้นระบำใต้น้ำอะครับ แล้วมันจะยิ้มกันตลอดเวลาเลยอะครับ อยากรู้ว่าคือเรื่องอะไรครับ รบกวนหน่อยนะครับอาจารย์

    • ตุลาคม 2, 2012 ที่ 12:30 am

      ผมก็ยังใช้ฉากนี้อยู่ครับ เรื่อง footlight parade ปี 1933 ของลอยด์ เบค่อน, บัสบี้ เบิร์กเล่ย์ แต่ถ้าอยากดูเฉพาะฉากเต้นรำ แนะนำว่า มีหนังสารคดีที่รวมฉากเต้นรำที่ออกแบบโดยบัสบี้ เบิร์กเล่ย์วางขายเป็นดีวีดี. ผมก็เคยมี แต่ดันลืมไว้ในเครื่องเล่นดีวีดี.ที่ มหาวิทยาลัยไหนซักแห่ง

      • ไป๋อารีย์..4
        ตุลาคม 2, 2012 ที่ 12:46 am

        ขอบคุณครับอาจารย์….รวดเร็วทันใจจริงๆ5555

  168. ตุลาคม 10, 2012 ที่ 12:35 am

    มีเรื่องนี้ด้วย SHAWSHANK REDEMPTION (1994) ชอบมากเลยครับเป็นหนังฝรั่งที่ดูแล้ว อึ้งเลยพระเอกทำได้อย่างไร วางแผนมาหลายสิบปี ออกไปรวยเลย สุดยอดจริงๆ พอมีหนังแนวๆนี้อีกบ้างไหมครับ ทีมันดูแล้ววางแผน หักมุมเหมือนหนังเรื่องนี้

    https://esanindy.wordpress.com
    อีสานอินดี้ เว็บดีมีสาระ สืบสานวัฒนธรรมอีสาน

    • ตุลาคม 10, 2012 ที่ 11:48 pm

      ถ้าพูดถึงหนังเกี่ยวกับการแหกคุก เรื่องที่ชอบมากๆเป็นหนังโบราณซักหน่อย ชื่อว่า stalag 17 ของบิลลี่ ไวลเดอร์ มันไม่ใช่หนังแนววางแผนนะครับ แต่เป็นหนังตลกร้าย ประเภทเสียดสีเย้ยหยัน อีกเรื่องหนึ่งที่มาดูตอนนี้อาจจะเดินเรื่องเชื่องช้าซักหน่อย แต่ก็เป็นขวัญใจของคนดูหนังยุค 1960 ก็คือ the great escape ครับ สตีฟ แม็คควีน นำแสดง

      • ตุลาคม 18, 2012 ที่ 4:43 am

        The Great Escape สุดยอดเลยครับ จารย์ สตีฟ แม็คควีนเท่มาก ยังตามดูหนังเฮียแกไม่ครบเลย พ่อแนะนำซีรีย์ ไอ้ปืนโตให้ดู อาจารย์แนะนำหน่อยครับ

      • ตุลาคม 18, 2012 ที่ 11:16 am

        นั่นสิครับ แม็คควีนนี่เท่มากในยุคสมัยของเขา และเป็นธรรมชาติมากด้วย โดยไม่รู้สึกว่าเก๊ก ผมไม่ได้ดูซี่รี่ส์ ไอปืนโตอ่ะครับ เพราะความที่มันเป็นหนังทีวี และมีหลายตอน เลยตามไม่ไหว

  169. ตุลาคม 18, 2012 ที่ 4:50 am

    ดู Prometheus จบแล้ว ผมคลั่งไปเลยครับ จารย์เป็นหนังที่สุดยอดมาก ๆ (น่าจะเวริ์คสุดแล้วในหนังริดลีย์ สก็อต ยุคหลัง) ตอนนี้มองหาหนังล้ำ ๆ ดู รอ Looper ออกโรงเพราะอยากเข้าโรงหนังที่ตั๋วแพงระยับมาก ๆ ช่วงหลัง (โหดร้ายมากช่วงนี้)

    พึ่งดูตัวอย่าง Evil dead รีเมคไป ส่วนตัวถือว่าน่าสนใจมาก เข้าโรงคงไปดูแน่ ๆ (มีฉากต้นไม้ในตำนานด้วยครับ) ได้ Rear Window มาดูแล้ว เป็นยังไงจะมาบอกอาจารย์ครับ

    ปีนี้งานหนังสือไปเดินเล่นไหมครับ จารย์ ผมจะไปหานิยายของสตีเฟ่น คิงอ่านสักหน่อย

    • ตุลาคม 18, 2012 ที่ 11:23 am

      ถ้าได้ดูในโรง อาจจะคลั่ง เพราะภาพและเสียงสมบูรณ์แบบมากนะครับ 5555 แต่ตั๋วหนังก็แพงจริงๆ ดู looper แล้วครับ มันมีบรรยากาศคล้ายกับ bladerunner ของริดลี่ย์ สก็อตต์อยู่เหมือนกัน แต่ปมขัดแย้งของเรื่องน่าสนใจมาก เพราะมันขัดแย้งกันอย่างชนิดที่ไม่มีทางที่จะลงรอยได้ และเราก็ดันเอาใจช่วยตัวละครทุกคนในเรื่อง หนังดูสนุกมากอ่ะครับ และแอ็คชั่นก็ไม่โฉ่งฉางเหมือนคนทำหนังแนวนี้ที่ไม่มีความมั่นใจ
      อ้า…ฉากต้นไม้ในตำนาน อย่างนี้ต้องไปดูแน่ๆ 5555
      อยากไปครับงานสัปดาห์หนังสือ เพราะพักหลัง ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือใหม่ๆเลย เด๋วต้องหาเวลาไปเดินให้ได้ ขอบคุณที่เตือนครับ

  170. ตุลาคม 18, 2012 ที่ 4:52 am

    ลืมไปอีกเรื่อง Cabin In the wood ดูแล้วอีกยังไงบ้างครับ (ส่วนผมคลั่งตั้งแต่้เห็นกระท่อมแล้ว)

    ดูตัวอย่างหนังเรื่อง ฮิตค๊อกแล้วอยากดูมากๆ เลย อยากให้จารย์เขียนถึง ไซโคอีกสักรอบครับ

    • ตุลาคม 18, 2012 ที่ 11:26 am

      ผมค่อนข้างผิดหวังกับ cabin นะ สงสัยก่อนดู ใครๆมาพูดให้ได้ยินไว้ซะเลิศเลอ สำหรับผม มันเป็นหนังเขย่าขวัญที่พลิกแพลงเก่ง แต่หลังจาก scream เป็นต้นมา มันเหมือนกับไม่เหลือพื้นที่ตกสำรวจแล้วมั้งคับ ผมว่านะ
      นั่นสิครับ เห็นตัวอย่าง hitchcock นี่ ได้แต่ตะโกนดังๆว่า โอ๊ย อยากดู 55555

  171. ตุลาคม 18, 2012 ที่ 11:19 pm

    อาจารย์คิดเหมือนผมเลยครับ ตอนเห็นตัวอย่าง Hitchcock เนี่ย ผมกรี้ดเลย จนเพื่อนที่ไม่ได้ดูหนังบอกว่า มันน่าดูตรงไหน ไม่ใช่แฟนหนังคงไม่ตื่นเต้นจริง ๆ ครับ

    ส่วนหนังของแม็คควีน จารย์มีหนังเรื่องไหนของเขาแนะนำบ้างครับ ดูปาปิยองไปอีกเรื่อง

    เห็นงานหนังสือที่บูธของคุณสุวิทย์ ขาวปลอด เขาจะเอานิยายของคิงพวก IT กับ Fire starter มาพิมพ์ใหม่น่าสนมาก ๆ (ผมรอเขาพิมพ์ท้าสู้ผีนรกอีกรอบครับ)

    • ตุลาคม 19, 2012 ที่ 12:57 am

      หนังของสตีฟ แม็คควีนที่ผมชอบที่สุดคือเรื่อง bullitt หนังแนวสืบสวนสอบสวนที่ดูสนุก และไม่ต้องมาดราม่าอะไรมาก แม็คควีนก็น่าจะเล่นได้ดีที่สุดในชีวิตการแสดงด้วยนะ ผมว่า อีกอย่างหนึ่งก็คือ ฉากขับรถไล่ล่าในเมืองซานฟราน ที่มาก่อน french connection ก่อน to live and die in LA ก่อนหนังอีกนับไม่ถ้วน แนะนำเลยครับ อ้อ แล้วนางเอกในเรื่องนี้ก็สวยหยาดเยิ้มด้วย แจ็คเกอลีน บิสเซ็ท
      อีกสองเรื่องที่ผมก็ชอบ แต่ไม่เท่า bullitt ก็คือ thomas clown affair ที่เล่นคู่กับเฟย์ ดันนาเวย์ กับ the getaway ที่เล่นคู่กับอาลี แม็คกรอว์ เรื่องแรกเคยเอามารีเมคแล้ว หนังสองเรื่องนี้เกี่ยวกับการปล้นแบงค์เหมือนกัน ไม่ต้องถามนะครับว่า แม็คควีนเล่นเป็นฝ่ายปล้น หรือถูกปล้น 5555

      • ตุลาคม 22, 2012 ที่ 4:57 am

        คงไม่ต้องถามจริง ๆ ครับ ว่าแกจะโดนหรือปล้นเอง 55555

        เดี๋ยวไปหาดูครับ จารย์

  172. NWP
    ตุลาคม 20, 2012 ที่ 10:07 pm

    GIGI

  173. Sarayoot
    ตุลาคม 22, 2012 ที่ 7:02 am

    สวัสดีครับ เจอเพจอาจารย์แล้วดีใจน้ำตาไหล^^ อ่อ.. ดีใจน่ะครับ
    (ศิษย์ p.a. ม.กรุงเทพ)

    • ตุลาคม 22, 2012 ที่ 11:20 pm

      ดีใจที่เจอกันอีกในนี้ครับ ว่าแต่รุ่นไหนอ่ะคับ ใช่เมื่อราวๆสี่ปีที่แล้วหรือเปล่า?

  174. อั๋น
    ตุลาคม 31, 2012 ที่ 8:45 pm

    ผมอ่านบทวิจารณ์ เรื่อง To Rome with love แล้วชอบมาก แต่ด้วยความที่ผมเป็นแฟนของ Woody Allen จึงอยากให้อาจารย์นำบทความเกี่ยวกับหนังของ Woody มาลงอีก เช่น Crimes and Misdemeanors (จำได้ว่าอาจารย์เคยเขียนใน Starpics), Bullets Over Broadway, Everyone Says I Love You, The Purple Rose of Cairo, Midnight in Paris, etc

    ขอบคุณครับ

    • ตุลาคม 31, 2012 ที่ 10:53 pm

      ขอบคุณครับที่อ่านครับ และยินดีที่ได้เจอแฟนวู้ดดี้ อัลเลนเหมือนกัน ยังไงจะพยายามทยอยลงไปเรื่อยๆนะครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ :)

      • อั๋น
        พฤศจิกายน 1, 2012 ที่ 9:59 am

        Woody ชอบพูดว่าเขาเป็นผู้กำกับที่โชคดีที่เขาได้สิทธิ์ Final Cut ในหนังของเขาเกือบทุกเรื่องส่วนหนึงเพราะว่าหนังของเขาเป็นหนังทุนต่ำใช้เงินทุนประมาณ 15-30 ล้านก็สามารถทำหนังได้แล้ว แต่หนังเขาของมักจะทำเงินในยุโรปมากกว่าในอเมริกา นั่นเพราะว่า Woody เขาเป็นแฟนหนังของ Fellini และ Bergman หรือเปล่าครับมันเลยถูกจริตของคนที่นั่น บางแหล่งข่าวบอกว่าส่วนหนึ่งที่ Woody จำเป็นต้องไปทำงานในยุโรปเพราะว่านายทุนยุโรปให้อิสระและเข้าใจปรัชญาในในการทำงานของเขา และแฟนหนังเขาก็อยู่ที่นั่นมาก

        ขอบคุณครับ

      • พฤศจิกายน 2, 2012 ที่ 9:14 pm

        วู้ดดี้ อัลเลนเป็นอย่างที่บอกจริงๆว่า เขาได้สิทธิ์ในการตัดหนังของตัวเองตามที่เขาต้องการ และไม่มีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวไดั ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะหนังรุ่นแรกๆของเขาไม่เคยเจ๊ง และถ้าคำนึงจากทุนสร้าง แม้จะได้เงินไม่มาก แต่คำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ของการกำไรก็นับว่าสูง และจนบัดนี้ มันก็ยังคงเป็นเงื่อนไขในการทำหนัง ผมคิดว่าหนังของวู้ดดี้ อัลเลนถูกจริตพวก intellectual ซึ่งในอเมริกาก็คงมี แต่ในยุโรปถือเป็นกลุ่มเป้าหมายเหนียวแน่น และมีจำนวนมากกว่า ส่วนการที่เขามาทำหนังในยุโรปช่วงหลังๆนี่-ก็อาจจะเป็นอย่างที่บอก คือแฟนของเขาอยู่ที่นี่ แต่ผมว่าเรื่องนายทุนนี่ มันมีข้อตกลงชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่นี่เดาเอานะครับ ไม่มีข้อมูลตรงนี้จริงๆ

  175. พฤศจิกายน 4, 2012 ที่ 9:08 am

    บทสัมภาษณ์ วู้ดดี้ อัลเลน ที่คานส์ หลังจากฉายหนังเรื่อง Match Point หนังเรื่องแรกของเขาที่ถ่ายทำในลอนดอน (จากเว็บของ โรเจอร์ อีเบิร์ต) Allen said he is able to get his movies financed in America, but increasingly the studios “want to read the script, watch the dailies, and make their little suggestions. I can’t work that way. I just want them to give me the money in a brown paper bag and go away.” His working method is “very democratic: Everyone is paid nothing, and billed in alphabetical order.” ส่วนอันนี้มาจาก วิกกิพีเดีย ของหนังเรื่อง Match Point พูดถึงสาเหตุที่เขามาถ่ายทำในลอนดอน และได้ทุนส่วนนึงจาก BBC: Allen explained that he is allowed “the same kind of creative liberal attitude that I’m used to” in London. He complained that the American studio system is strong again, and not interested in making small films, “They only want these $100 million pictures that make $500m.” BBC ดูเหมือนจะมีข้อแม้เดียวในการให้ทุน คือ ต้องใช้ทีมงานและนักแสดงส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ ^_^

    • พฤศจิกายน 4, 2012 ที่ 10:45 pm

      ขอบคุณมากบิ๊ก โคตรตลกเลยอ่ะคับ โดยเฉพาะประโยค I just want them to give me the money in a brown paper bag and go away. เห็นภาพเลยอ่ะ 5555

  176. พฤศจิกายน 16, 2012 ที่ 10:48 am

    ขอบคุณมากเลยครับ

    https://esanindy.wordpress.com
    อีสานอินดี้ เว็บดีมีสาระ สืบสานวัฒนธรรมอีสาน

  177. สิทธิเดช
    ธันวาคม 5, 2012 ที่ 9:26 pm

    สวัสดีครับอาจารย์ ตอนนี้ผมเรียนต่อโทอยู่ที่ Usyd ได้ข่าวว่ามีบล็อกเลยเข้ามาทัก

    • ธันวาคม 8, 2012 ที่ 3:57 pm

      อ้า คุณสิทธิเดช ดีใจที่ได้เจอกันในนี้ครับ สบายดีเนอะ

  178. ไป๋อารีย์..4
    มกราคม 6, 2013 ที่ 2:35 am

    สวัสดีครับอาจารย์
    พอดีผมเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง Take Shelter ไปอะครับ ผมว่าหนังมันแข็งแรงทั้งบททั้งดารา เลยอยากทราบว่าอาจารย์ได้วิจารณ์หนังเรื่องมั้ยครับ อยากอ่านอะครับ ^^

    • มกราคม 22, 2013 ที่ 12:49 am

      ขออภัยที่ตอบช้ามาก พอดีต้องทำโน่นนี่ตลอด เวลาไม่แวะมาดูแลบล็อกตัวเองเลย ผมก็ว่าหนังเรื่อง take shelter นี่มันท้าทาย และน่าฉงนฉงายตลอดเวลาที่ดู แต่ผมไม่ได้เขียนถึงมันอ่ะครับ คงเป็นเพราะจังหวะและโอกาสไม่ได้ ยังไงคุณเอกภพลองเขียนมาให้อ่านสิครับ

  179. อิด
    มกราคม 13, 2013 ที่ 10:52 pm

    ไม่ได้แวะมาอ่านบทความของอาจารย์ซะนานเลย รู้สึกว่าสารบัญยาวมากเลยกว่าจะเลื่อนลงมาโพสได้ฮาๆๆ (ขอแซวนิดนึง) เมื่อกี้ผมมาอ่านเรื่อง cloud atlas ครับ แต่ไม่ได้คอมเม้นท์นะครับเพราะผมไม่รู้สึกสนุกกับหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ – -” ตอนดูผมหลับๆตื่นๆ แต่บทความของอาจารย์อ่านสนุกนะครับ ได้รู้จักกับ Intolerance (1916) ของดี.ดับลิว.กริฟฟิธ ด้วยครับ

    ปล. รักษาสุขภาพนะครับอาจารย์

    • มกราคม 22, 2013 ที่ 12:53 am

      ผมก็ไม่ได้แวะมาบล็อกตัวเองนานเหมือนกัน มั่วแต่ยุ่งอ่ะครับ อิด ผมว่า cloud atlas มันเป็นหนังทะเยอทะยานอย่างที่เขียน และปัญหาก็คือ แต่ละตอนมันสนุกไม่เท่ากัน เลยกลายเป็นว่าตอนที่ไม่สนุก หรือน่างุนงงสับสนเป็นตัวถ่วงความเจริญของตอนที่สนุกอ่ะครับ แต่สำหรับหนังที่ยาวเกือบสามชั่วโมง ก็ต้องถือว่าน่าติดตามใช้ได้
      ลองหา intolerance มาดูสิครับ มันอาจจะเชยไปแล้วสำหรับตอนนี้ แต่ถ้านึกว่าหนังเรื่องนี้ ขาดอีก 3 ปี ก็จะมีอายุครบ 100 ปี ก็ถือว่าเป็นหนังน่าอัศจรรย์อ่ะครับ :)

  180. JTR
    มกราคม 21, 2013 ที่ 6:27 pm

    สวัสดีครับ อาจารย์ ผมติดตามผลงานของอาจารย์มาตั้งแต่หนังสือ สตาร์พิคส์ , ยุคหนังสือสกรีน มาเนิ่นนานแล้วครับ ดีใจที่ได้เจอ เวบล๊อคของอาจารย์

    • มกราคม 22, 2013 ที่ 12:57 am

      ขอบคุณครับที่อุตส่าห์ตามอ่าน ยินดีที่ได้ทักทายกันครับ :)

  181. มกราคม 22, 2013 ที่ 1:23 pm

    Do you think D Jango Unchained is interested?

    • มกราคม 22, 2013 ที่ 9:48 pm

      haven’t seen the movie yet, will do in a few days krub.
      by the way, as a tarantino fan, any of his films is always interesting and worth waiting.

      • สิทธิเดช
        มกราคม 22, 2013 ที่ 10:03 pm

        หนังที่เข้าฉายปีนี้ที่ไม่ควรพลาดมีอะไรบ้างครับ

      • มกราคม 25, 2013 ที่ 8:48 pm

        ตอบยากอ่ะครับ สิทธิเดช เอาลิสต์ 10+2 หนังที่เข้าฉายในโรงที่เพิ่งจะโหวตให้นิตยสาร filmmax ไปล่ะกัน
        TINKER TAILOR SOLDIER SPY Thursday, 5 January 2012
        MONEYBALL Thursday, 26 January 2012
        THE DESCENDANTS Thursday, 16 February 2012
        THE IDES OF MARCH Thursday, 23 February 2012
        MOONRISE KINGDOM Thursday, 14 June 2012
        MARGIN CALL Thursday, 28 June 2012
        A SIMPLE LIFE Thursday, 9 August 2012
        TED Thursday, 30 August 2012
        SAVAGES Thursday, 20 September 2012
        THE PERKS OF BEING A WALLFLOWER
        007 SKYFALL Thursday, 1 November 2012
        LIFE OF PI Thursday, 20 December 2012

  182. อิด
    กุมภาพันธ์ 6, 2013 ที่ 11:32 pm

    จากรายชื่อด้านบน ผมชอบ MOONRISE KINGDOM การนำเสนอโดดเด่นโดนใจผมมาก และเป็นหนังที่ดูง่ายไม่ซับซ้อนพามึน เพลิดเพลินตลอดเรื่อง
    ปล. 007 SKYFALL ก็จี๊ดจ๊าดมาก

    • กุมภาพันธ์ 16, 2013 ที่ 8:54 pm

      สำหรับผม moonrise kingdom เป็นหนังที่น่ารัก โดยที่คนทำไม่ได้ต้องพยายาม และมันดูเป็นธรรมชาติมากอ่ะครับ ทั้งๆที่เนื้อหาและวิธีการไม่เป็นธรรมชาติเอาซะเลย

  183. spice
    มีนาคม 6, 2013 ที่ 7:53 am

    เพิ่งเห็นจาก in memoriam ในงานออสการ์ว่า คุณย่าเซเลสเต้ โฮล์ม เสียแล้ว

    ชอบคุณย่าใน Gentleman’s Agreement และ All About Eve

    • มีนาคม 9, 2013 ที่ 9:10 pm

      เพิ่งรู้จากงานออสการ์เหมือนกัน ผมชอบเธอใน all about eve มาก

  184. พฤษภาคม 11, 2013 ที่ 7:14 am

    สวัสดีครับ อาจารย์ ไม่ได้มาทักทายนานครับ ผมกำลังนั่งซุ่มเขียนนิยายส่ง สำนักพิมพ์อยู่ครับเลยไม่ค่อยแวะมาเท่าไหร่ครับ ใกล้ทำวิทยานิพนธ์แล้วด้วย

    ตอนนี่้ผมกำลังมองจะศึกษาภาพยนตร์ในเชิงภาษาอยู่ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี อาจารย์มีคำแนะนำไหมครับ

    อาจารย์ดู Evil dead รีเมค หรือยังครับ หนังเป็นเช่นไรบ้างครับ (ผมจะไปดูอาทิตย์หน้า)

    อาจารย์เขียนบทวิจารณ์ Hitchcock หรือยังครับ ผมยังไม่เห็นมีใครเขียนเรื่องนี้เลย (เพราะหนังมันไม่ได้เข้าโรง) อยากรู้เป็นเช่นไร

    ป.ล. ขอบทวิจารณ์ Blow Up มาลงในนี้ให้อ่านได้ไหมครับ

    อ๋อ เรย์ แฮร์รี่เฮาเซ่นตายแล้ว อยากให้จารย์เอา อภินิหารขนแกะทองคำมาเขียนถึงอีกสักรอบครับผม

    • พฤษภาคม 12, 2013 ที่ 10:49 pm

      ศึกษาภาพยนตร์ในเชิง ‘ภาษาหนัง’ เหรอครับ มันก็อาจจะเป็นเรื่อง semiotics , semiology พวกนั้น ซึ่งเป็นอย่างนั้น อาจจะต้องจำกัดกรอบให้แคบว่า ศึกษาเรื่องอะไร และอาจจะต้องผสมกับพวก auteur เพื่อทำให้เป้าหมายชัดเจนมั้งครับ นี่แนะนำแบบมั่วๆนะ
      -ดู evil dead แล้ว พูดรวมๆมักก็เป็นหนังเก็บเกี่ยวความสำเร็จจากบุญเก่า หนังโหดมาก แต่ไม่มีความอนาถาหลงเหลือ ซึ่งมันทำให้ evil dead ฉบับ orignal มันมีลักษณะเป็นเหมือน ‘อุบัติเหตุ’ กลายๆ ทำซ้ำไม่ได้ เกิดขึ้นได้ครั้งเดียว ดีแล้วที่เรมี่ไม่ได้กำกับ เพราะเด๋วจะกลายเป็นจอร์จ โรเมโร่ หรือโทบี้ ฮูเพอร์ที่ก้าวไม่พ้นความสำเร็จเก่าๆของตัวเอง
      – เขียน hitchcock แล้วครับ แต่กว่าจะออกก็คงจะอีกเดือน (ลงใน image) หนังไม่ได้แย่ ดูสนุกใช้ได้ ประเด็นที่เน้นก็น่าสนใจ บทบาทของอัลม่า เรวิลล์ เมียของฮิทช์ค็อค แต่บางที มันอาจจะเหมาะสำหรับแฟนพันธุ์แท้ ขาจรอาจจะรู้สึกไม่สนุกก็ได้ ตอนนี้กำลังดูซี่รี่ส์เรื่อง bates motel อยู่อ่ะคับ เป็น prequel ของ psycho แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นในยุคสมัยปัจจุบัน (งงมั้ย 555)
      – blow up นี่ให้ส่งให้อ่านเฉพาะได้มั้ย เพราะประเด๋วอาจจะเอาไปรวมเล่มหรือทำอะไรซักอย่างอ่ะคับ ตอนนี้ยังไม่แน่
      – ผมจำหนังเรื่อง jason and the argonauts แทบไม่ได้ สงสัยต้องหามาดูอีกครั้ง แต่ชอบเรื่อง clash of the titans

      • พฤษภาคม 13, 2013 ที่ 12:13 pm

        Evil dead นี่ได้ข่าวไรมี่จะทำภาค 4 อยู่เหมือนกันครับ เอาบรูซ แคมม์เบลล์กลับมาเล่นอีกก็ต้องดูเป็นยังไงครับ (พออาจารย์บอกว่า หนังโหดมานี่จินตนาการออกเลยครับ)

        ซื้อ Hitchcock มาดูแล้วครับครับ จารย์เห็นด้วยว่า หนังมันสนุกครับ การแสดงของฮ๊อปกินก็ค่อนข้างดี แต่อัลม่าเมียของแกนี่เล่นได้ดีครับ นั่งดูแล้วรู้สึกว่า ตัวฮิตช์ค๊อกมันป่วย ๆ ดีเหมือนกัน (ฉากที่เอ็ดกรีนนี่สุด จริง ๆ ครับ)

        Bate Motel ผมยังไม่ได้ดูเลยครับ จารย์ได้ข่าวสนุกมาก (ผมพึ่งดู American Horror Story Season 1 ไปครับ เรื่องนี้ดูเสร็จผมป่วยเลย บ้านนี้ผีมีป่วยทางจิตกันหมดเลย ดูแล้วแนะนำให้อาจารย์ดูครับ) ส่วนซีรีย์ที่ผมดูตอนนี้มี Hannibal กับ Walking Dead เองครับ

        พูดถึง Blow Up จะมีหนังสือให้อ่านหรือครับ จารย์ งั้นผมรออ่านก็ได้ครับ รออ่านอยู่ครับ

        รออ่านไททันครับ (หวังว่าจารย์จะเขียนถึง)

        ส่วนวิทยานิพนธ์ผมกำลังลองอ่านพวกวิทยานิพนธ์ของคนอื่นเพื่อมองหาความเป็นไปได้อยู่ครับ ว่าจะศึกษาทางไหนบ้างเหมือนกัน

        อ๋อ ผมจะศึกษาภาพยนตร์ในเชิง ภาษา ครับ เพราะผมเรียนสาขาภาษาไทยในตอนนี้ครับ เลยคิดว่า จะศึกษาภาพยนตร์ในเชิงภาษาไทยได้มากแค่ไหนครับ

        ป.ล. จารย์ดู สตาร์เทรคสองกับไอออนแมนสามแล้วเป็นไงครับ

  185. spice
    มิถุนายน 3, 2013 ที่ 12:58 pm

    อ่าน REPLAY The Great Gatsby ตรงใจผมมาก หนังบกพร่องในหลายๆ ส่วนจริงๆ
    ได้ดูเวอร์ชั่นใหม่แล้วครับ มีความรู้สึกตรงกับในหนังสือในหลายจุด และน่าจะเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด

    • มิถุนายน 7, 2013 ที่ 1:36 am

      พอดีกำลังเขียนถึงเวอร์ชั่นใหม่อยู่ โดยส่วนตัว คิดว่าหนังฉลาดที่ไปโฟกัสที่ความลุ่มหลงและหน้ามืดตามัวของแกสบี้ แต่ถึงกระนั้น ก็เสียดายที่หนังพูดถึงความฟอนเฟะ ความใจไม้ไส้ระกำของพวกคนร่ำคนรวยน้อยไปนิด

  186. Pongsakorn26
    มิถุนายน 5, 2013 ที่ 12:23 pm

    อาจารย์เคยดู Heaven’s Gate ป่าวครับ ในความคิดอาจารย์หนังเป็นไงมั่งครับ
    เพราะที่เมืองนอกเขาบูรณะและนำกลับมาฉายใหม่ ความเห็นของคนดูก็ยังแตกต่างกันมาก

    • มิถุนายน 7, 2013 ที่ 1:33 am

      เคยดูตอนออกมาเป็นวิดีโอใหม่ๆคับ หนังยาวมากและดูไม่จบ คุณภาพของวิดีโอก็ไม่ค่อยดีด้วย ความที่มันยืดยาดคงเป็นเหตุผลให้มันล้มเหลวทางด้านรายได้ และการที่มันลงทุนสูงก็เลยทำให้บริษัทต้นสังกัด united artist ล้มละลาย พูดแล้วก็นึกอยากจะได้ดูอีกครั้ง

      • pongsakorn26
        มิถุนายน 12, 2013 ที่ 12:50 am

        ดู Heaven’s Gate มาแล้วครับ น่าสนใจมากเลย อาจารย์ลองดูนะครับ จะได้รออ่านข้อเขียนของอาจารย์

  187. มิถุนายน 8, 2013 ที่ 9:01 pm

    สวัสดีครับ อาจารย์ประวิทย์ครับ ณ ปัจจุบัน นี้ อาจารย์มีสอนที่ไหนบ้างครับ ผมอยากตามไปเรียน ทั้งรายวิชาในมหาวิทยาลัย และคลาสนอกมหาวิทยาลัย ที่อาจารย์เป็นอาจารย์พิเศษ หรือวิทยากร ผมอยากเข้าเรียนกับอาจารย์มากๆครับ เป็นความใฝ่ฝันสุดๆ เพราะติดตามอ่านหนังสืออาจารย์มาตั้งแต่๑๕ปีก่อน สมัยแพรวเอนเตอร์เทน พิมพ์ มาทำหนังกันเถอะ เล่มปกสีดำๆ ที่มีโลโก้ โคลัมเบีย ยูนิเวอร์แซล WB 20thCenturyFox ,ซีรอกซ์หนังสือที่อาจารย์เขียนเกี่ยวกับHitchcock (ตามหามาหลายปี สุดท้ายไปเจอที่ มช.) และผมชอบอ่านคอลัมน์หนังคลาสสิคของ อาจารย์ ใน StarPic มากๆครับ แม้บางเรื่องจะไม่เก็ท ไม่อิน แต่บางเรื่องโดนมากๆ จนต้องไปหาตัวหนังมาดู เลยอยากลงเรียนวิชากับอาจารย์บ้าง เป็นวาสนาสักครั้งในชีวิตครับ. (อาจารย์เป็นแรงบันดาลใจ ที่อยากเอนทรานซ์เข้านิเทศฯจุฬา แต่ที่บ้านเขาบงการให้เรียนสายวิทย์ก็เลยจำทน แต่ตอนนี้แก่พอจะมีอิสระในชีวิต และพอมีตังค์ไปลงเรียนวิชาที่ชอบได้แล้ว)

    • มิถุนายน 11, 2013 ที่ 11:42 pm

      ขอบคุณมากครับที่ตามอ่าน ดีใจที่ข้อเขียนเป็นประโยชน์ และรู้สึกปลื้มใจและภูมิใจมากครับ :)
      พูดถึงเรื่องคอร์สเกี่ยวกับภาพยนตร์ พอดี มูลนิธิหนังไทยเพิ่งจะสิ้นสุดการอบรมความรู้พื้นฐานภาพยนตร์ไป ซึ่งโดยปกติ จะเปิดอบรมให้สำหรับบุคคลทั่วไปปีละครั้ง เริ่มราวเดือนเมษายน สัปดาห์ช่วงหลังสงกรานต์ ระยะเวลาการอบรมประมาณ 7 สัปดาห์ (14วัน) ผมเองก็ไปช่วยบรรยายอยู่ด้วย สงสัยคงต้องรอปีหน้า คอร์สนี้เป็นของอาจารย์กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคินอ่ะคับ ผมว่าคุ้มค่า เพราะจะได้เรียนกับวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถหลายคน ส่วนในมหาวิทยาลัยที่ผมบรรยายอยู่ อาจจะไม่สะดวกมั้งคับ จริงๆ ผมก็ไม่ขัดข้อง เพราะปกติ ก็พอจะมีนักศึกษาที่ไม่ได้ลงทะเบียนไป sit in อยู่บ้าง แต่ผมไม่รู้ว่ามหาวิทยาลัยเขาจะอนุญาตให้คนภายนอกเข้าไปในอาคารเรียนหรือเปล่า และอย่างที่คณะ ict ม.ศิลปากร ห้องบรรยายก็เล็กมากอ่ะคับ

  188. spice
    มิถุนายน 21, 2013 ที่ 7:56 am

    อาจารย์เขียน The Great Gatsby เวอร์ชั่นใหม่ลงในไหนครับ

    • มิถุนายน 21, 2013 ที่ 9:43 pm

      ลงหนังสือสีสันครับ ไม่รู้ว่าจนป่านนี้ หนังสือออกหรือยัง

  189. อั๋น
    กรกฎาคม 5, 2013 ที่ 10:17 pm

    อาจารย์คิดว่าชีวิตการแสดงของ Ethan Hawke มีโอกาสจะโชคดีเหมือนกับ Johnny Depp มั้ยครับที่อยู่ๆ ก็ทำ Jackpot แตกขึ้นมา Johnny พยายามเล่นหนังที่เขาคิดว่าใช่สำหรับตัวเองไม่ใช่ของ studio (บทเพี้ยนๆแหละครับ) ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำเงิน แต่วันหนึ่งสิ่งที่ดูเพี้ยนกลับเป็นสิ่งที่คนดูชอบในหนังเรื่อง Pirates และหลังจากนั้นเขาก็ติดลมบนได้เล่นหนังในสิ่งที่เขาชอบ
    Ethan อาจจะกำลังรอจังหวะนั้นอยู่ว่าสิ่งที่เขาชอบจะถูกจริต mass ขึ้นมาบ้าง โดยส่วนตัวแล้วผมเป็นแฟนหนังของเหมือนกันครับ

    • กรกฎาคม 7, 2013 ที่ 11:03 pm

      ผมว่า ethan hawke คงจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างไปกว่านี้ และยิ่งอายุเยอะขึ้น ก็มีแต่จะร่วงโรย ผมว่าช่วงพีคของฮอว์คส คือตอนที่เข้าแจ้งเกิดจาก dead poets society และ reality bites แต่เท่าที่สังเกต เขาเป็นนักแสดงที่ทุ่มเท และรสนิยมในการเลือกหนังเล่น ก็น่าสนใจ ผมชอบการแสดงของเขาในหนังเรื่อง Before the Devil Knows You’re Dead มาก และหนังชุด before ทั้ง sunrise และ sunset ก็ทำให้เห็นว่าเขาเป็นนักแสดงที่มีความลึกซึ้งทีเดียว ตอนนี้รอดู before midnight ด้วยความกระวนกระวาย (555) ขอสารภาพว่าผมเป็นแฟนจอห์นนี่ เดปป์ ชอบหนังที่เขาแสดงมาตั้งแต่ benny and june และ what’s eating gilbert grape และหนังพวกนี้ก็ไม่ถูกรสนิยมสตูดิโอจริงๆ ล่าสุด ได้ดู the lone ranger ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเขาเริ่ม ‘ผจญภัย’ น้อยลง play safe มากขึ้น แต่ก็ยังรู้สึกว่า เดปป์ทำให้หนังเรื่องนี้น่าติดตามมากขึ้น ถ้าไม่มีเขาในหนังเรื่อง the lone ranger บางที มันอาจจะกลายเป็นหายนะ
      สรุป ผมว่าอีธาน ฮอว์คส คงจะไม่สามารถแมสส์ไปได้มากกว่านี้ และในความเห็นของผม จอห์นนี่ เดปป์ควรจะหาหนังที่ไม่แมสส์เล่นบ้าง เพื่อว่าเขาจะไม่ได้ต้องจำเจอยู่กับบทเดิมๆ

  190. อั๋น
    กรกฎาคม 9, 2013 ที่ 12:09 pm

    อั๋น :
    ผมว่าที่น่าสนใจระหว่างนักแสดง 2 คนนี้และอาจจะรวมถึงหลายๆคนคือว่าการก้าวผ่านจากดาราวัยรุ่นสู่การเป็นนักแสดงอาชึพจริงๆ Depp กับ Hawke เหมือนกันในแง่ที่ว่าเข้าวงการตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เขาทั้ง 2 คนกลับเลือกที่จะเล่นหนังในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อยู่ใน Comfort zone ของตัวเอง ไม่คิดที่จะเล่นหนังในสิ่งที่ mass หรือ studio ต้องการจะให้เป็น พูดง่ายๆคือเขาไม่่ต้องการเป็นสินค้าของ Hollywood โดยสมบูรณ์แบบเฉกเช่น Tom Cruise พยามยามจะเป็น (ที่ในช่วงแรกของการแสดงพยายามตอบโจทย์ในสิ่งเหล่านี้โดยสิ้นเชิง หนังของเขาในช่วงเริ่มต้นการแสดงตอบโจทย์ถ้าไม่ในแง่ของการทำเงินก็เป็นในแง่ของผลรางวัล)
    แต่ผมคิดว่าคงมีนักแสดงไม่กี่คนจะถูกหวยเหมือน Johnny ที่พูดตามตรงครับอาจารย์ก่อนที่ Pirates จะออกฉายทางดิสนีย์เองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหนังจะออกหัวหรือก้อย มันอาจจะจบเหมือนหนังก่อนหน้านี้ของเขาที่หนังมีคำวิจารณ์ดีหน่อยแต่ไม่ทำเงิน
    แต่เมื่อผลลัพท์ออกมาดีเกินคาด Johnny เองก็ฉลาดพอที่จะฉกฉวยโอกาสจาก Pirates ไปทำสิ่งอื่นๆที่อยู่ใน comfort zone ของตัวเองและสตูดิโอก็สนใจที่จะสนับสนุนเช่นหนังเรื่อง The Rum Diary
    โดยสรุป มันคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่นักแสดงวัยรุ่นคนหนึ่งจะก้าวผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ดารากลุ่มที่เล่นหนังเรื่อง the breakfast club หรือ St. Elmo’s fire ทุกวันนี้ไม่รู้ไปอยู่ไหนแล้ว แต่นักแสดงที่ทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อคือแบบอย่างที่น่าชื่มชมครับอาจารย์

    • กรกฎาคม 12, 2013 ที่ 10:36 pm

      ผมก็ว่าจอห์นนี่ เดปป์เป็นนักแสดงที่พิเศษจริงๆ ไหนๆเห็นคุณอั๋นเอ่ยถึงนักแสดงในหนังเรื่อง the breakfast club กับ st.elmo’s fire แล้วก็คิดถึงคนพวกนั้นจริงๆ นับเนื่องจนบัดนี้ แทบไม่มีใครอยู่รอดในวงการซักคน ทั้งๆที่หลายๆคนดูเหมือนอนาคตไกล คนหนึ่งที่ผมว่าน่าจะไปได้สวย แต่หายไปเลยก็คือ judd nelson

  191. spice
    กรกฎาคม 23, 2013 ที่ 8:48 pm

    ผมว่าเดมี่ี มัวร์กำลังจะมานะครับ เธอทำได้เยี่ยมมากใน Margin Call
    คิดว่าเธอจับทางของการแสดงให้ออกมาดีได้แล้ว

    อ้อ….อาจารย์ว่ามั้ยครับ เต๋อ ฉันทวิชช์ นี่มันเจมส์ สจ๊วตวัยหนุ่มชัดๆ

    • กรกฎาคม 25, 2013 ที่ 10:39 pm

      ผมชอบหนังเรื่อง margin call มากกกกกกกกกก และนักแสดงทุกคนควรได้รับรางวัล ensemble หรือรางวัลนักแสดงมวลหมู่ แต่คนที่โดดเด่นจริงสำหรับผมก็คือเจเรมี่ ไอร์อ้อนส์
      หนังบิลด์เกี่ยวกับตัวละครนี้เยอะพอสมควร และทั้งแอ็คติ้ง ตลอดจนอากัปกิริยาท่าทางไม่ทำให้ผิดหวัง เดมี่ มัวร์ก็ยอดเยี่ยมในฐานะนักแสดงผู้หญิงตัวหลักคนเดียวของเรื่อง แต่เธอจะกลับมาเล่นหนังเหมือนเมื่อก่อนอีกมั้ยนี้ยังน่าสงสัยครับ

      ส่วนเต๋อ ฉันทวิชช์กับเจมส์ สจ๊วตนี่ ก็อาจจะพอเรียกได้ว่าคล้ายๆในแง่ของบุคลิก ความเหมือนกันของแคแร็คเตอร์ของทั้งสองคนก็คือ ความเป็นคนที่จริงใจ ความไม่ซับซ้อน เป็นคนกันเอง ไม่มีพิธีรีตอง บ้านๆ ประมาณนี้อ่ะคับ แต่ผมว่าเต๋อดูทะเล้นไปหน่อย

  192. spice
    กรกฎาคม 30, 2013 ที่ 3:04 pm

    ผมก็ติดใจลุงเจเรมี่ที่สุดแล้วครับ สำหรับคนที่ไม่คุ้นหน้าลุง ต้องเดาได้แน่ว่าแสดงได้ในระดับนี้ ต้องเป็นนักแสดงประสบการณ์สูง ไม่ใช่เอาลุงหน้าใหม่ที่ไหนมาแน่ๆ (สำหรับผม โตมาในยุค 90 ก็รู้จักลุงมาตั้งนานแล้ว) แบบว่าแกแผ่รังสีความเก๋าในการแสดงมากๆ และยังเข้ากับบทสุดๆ

    ตอนแรกนึกว่าเรื่องนี้จะดูยาก เตรียมทำใจไว้เลยว่ากว่าจะจบ ทรมานแน่ๆ เรื่องไกลตัวขนาดนี้ แต่ดูๆไป นั่งติดเก้าอี้เลยครับ หนังน่าติดตามมาก แค่ฟังบทพูดก็เข้มข้นในทุกๆ ฉาก เป็นหนังดราม่าที่สนุกจริงๆ

  193. อั๋น
    สิงหาคม 5, 2013 ที่ 11:48 am

    อาจารย์ช่วยแนะนำหนังสือเกี่ยวกับ Alfred Hitchcock และ Woody Allen ให้หน่อยครับ เอาเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ครับ

    ป.ล. ถ้าอาจารย์มีรวมเล่มบทวิจารณ์หนังของ Woody Allen เมื่อไรบอกให้ทราบด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

    • สิงหาคม 20, 2013 ที่ 11:38 pm

      ขออภัยที่ตอบล่าช้าครับ หนังสือเกี่ยวกับฮิทช์ค็อคมีมากมายจริงๆ แต่เล่มที่สำคัญจริงๆ ชื่อสั้นๆว่า hitchcock เป็นหนังสือที่บันทึกการสัมภาษณ์อัลเฟรด ฮิทช์ค็อคโดยฟรังซัวส์ ทรุฟโฟต์ อ่านง่าย และให้ข้อมูลเบื้องลึกได้ดีมากครับ

  194. spice
    ตุลาคม 2, 2013 ที่ 8:15 am

    อยากให้อาจารย์เขียนถึง Ugetsu monogatari หน่อยครับ
    เคยเห็นแต่รีวิวสั้นๆ เกี่ยวกับศิลปะการหลอกหลอนไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน

    อยากอ่านแบบเต็มๆ ครับ

    • ตุลาคม 6, 2013 ที่ 11:45 pm

      น่าสนใจครับ ขอรับไว้พิจารณา เป็นหนังที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง บรรยากาศหลอกหลอนดีเหลือเกิน

  195. โนบิตะ เอี้ยก้วย
    ตุลาคม 5, 2013 ที่ 2:19 pm

    ผมดีใจและปลาบปลื้มใจกับหนังสือเกี่ยวกับ Hitchcock เล่มล่าสุดของอาจารย์ มากๆครับ
    ถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่ผมต้องรีบมีไว้ในครองครอง :)
    (อย่างที่เคยกล่าวถึงว่า ฉบับพิมพ์ครั้งก่อน ผมตามหาเพื่อถ่ายสำเนามาหลายปีมาก)

  196. โนบิตะ เอี้ยก้วย
    ตุลาคม 5, 2013 ที่ 2:21 pm

    ผมดีใจและปลาบปลื้มใจกับหนังสือเกี่ยวกับ Hitchcock เล่มล่าสุดของอาจารย์ มากๆครับ
    นับเป็นสิ่งล้ำค่าที่ผมต้องรีบมีไว้ในครอบครอง :)
    (ตามที่เคยกล่าวถึงว่า ฉบับพิมพ์ครั้งก่อน ผมตามหาเพื่อถ่ายสำเนามาหลายปีมาก)

    • ตุลาคม 6, 2013 ที่ 11:47 pm

      ขอบคุณมากเลยครับ หวังว่าคงจะได้รับประโยชน์นะครับ :)

  197. spice
    พฤศจิกายน 27, 2013 ที่ 7:58 am

    ฟาร์ลีย์ แกรนเจอร์เป็นนักแสดงที่หน้าตาหล่อขั้นเทพมากๆ เลยนะครับ ฝีมือก็โอเค เสียดายที่โดยทั่วไปรู้จักแกจากหนังสองเรื่องของฮิทช์ค็อคเท่านั้นเอง ทั้งๆ ที่แกอายุยืนซะด้วย

  198. ธันวาคม 11, 2013 ที่ 6:07 pm

    ติดตามมาตั้งนาน เพิ่งรู้ว่าเป็นอาจารย์ผม XD

  199. spice
    ธันวาคม 16, 2013 ที่ 8:27 pm

    ตอนนี้ต้องขอให้ดวงวิญาณคุณย่า โจน ฟอนเทนไปสู่สุคติครับ

    นี่คือลูกศิษย์ของฮิทช์ค็อคที่ทำคะแนนได้ดีเยี่ยมที่สุด

  200. spice
    มกราคม 27, 2014 ที่ 4:09 pm

    อาจารย์หายไปเลย

    • กุมภาพันธ์ 15, 2014 ที่ 1:19 am

      ช่วงนี้งานเยอะครับ เลยไม่ค่อยได้เพิ่มเติมข้อเขียน

  201. NWP
    กุมภาพันธ์ 12, 2014 ที่ 3:30 pm

    เดี๋ยวนี้ไม่อัพเลยนะครับ สงสัยไปหลงสเน่ห์มหานิยมในเฟสบุ๊ค

    • กุมภาพันธ์ 15, 2014 ที่ 1:21 am

      55555 งานรัดตัวครับ แล้วคอมเมนต์ทางเฟสบุ้คก็กินเวลาน้อยกว่าการอัพบทความจากเวิร์ดเพรส ซึ่งเสียเวลาพอควร

  202. อั๋น
    กุมภาพันธ์ 24, 2014 ที่ 12:18 pm

    อยากให้อาจารย์ลงบทวิจารณ์หนังของ Woody Allen กับ Wes Anderson บ้างครับ

  203. ไป๋อารีย์
    มีนาคม 27, 2014 ที่ 12:39 am

    สวัสดีครับอาจารย์
    อ.เคยเขียนวิจารย์ถึงหนังเรื่อง network ของซิดนีย์ ลูเมทมั้ยครับ อยากรู้ว่าอาจารย์ชอบหรือเปล่าครับ

    • มีนาคม 28, 2014 ที่ 10:36 am

      เคยเขียนครับ นานมากแล้ว ชอบแน่นอน จนบัดนี้ ยังจำประโยคที่ปีเตอร์ ฟินช์บอกกับคนดูโทรทัศน์ให้เปิดหน้าต่าง แล้วตะโกนว่า พวกเราจะไม่ทนอีกต่อไป ได้เลย
      แต่ในแง่หนึ่ง มันก็มีความไร้เดียงสาอยู่มาก เพราะตอนนั้น ความเป็นผู้ร้ายของระบบเรียกเรตติ้งของโทรทัศน์มันยังไม่ซับซ้อน และเลือดเย็นเหมือนอย่างทุกวันนี้

  204. อั๋น
    มิถุนายน 3, 2014 ที่ 12:50 pm

    ไม่ทราบว่าอาจารย์มี Facebook Fanpage หรือเปล่าครับ

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 74 other followers

%d bloggers like this: